โค่แก่หวังกินหญ้าอ่อน
ตอน โค่แก่หวังกินหญ้าอ่อน
แสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางกะพริบถี่ๆ ราวกับจะหมดแรงในช่วงเวลาเกือบเที่ยงคืนแบบนี้ เสียงฝีเท้าของฉันที่สวมรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ดังกระทบพื้นถนนคอนกรีตในซอยหรูย่านชานเมืองที่เงียบสงัด
ฉันชื่อแตงกวาเป็นเด็กสาววัยยี่สิบที่เพิ่งจะมีโอกาสได้ใส่ชุดนักศึกษาปีหนึ่งกับเขาสักทีหลังจากที่ต้องดิ้นรนทำงานในโรงงานและร้านสะดวกซื้อมาตลอดสองปีเต็มเพื่อเก็บเงินเป็นค่าเทอมและค่าใช้จ่ายในการเรียนบัญชี คณะที่ฉันฝันว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตที่ยากจนของครอบครัวในต่างจังหวัดให้ดีขึ้นได้
การย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าฉันไม่มีน้าอร น้องสาวของคุณแม่ที่โชคดีได้แต่งงานกับคนรวยและมีฐานะ
น้าอรรับฉันมาอยู่ในบ้านหลังใหญ่ราวกับคฤหาสน์ในฐานะหลานสาวเพื่อให้ฉันได้เรียนหนังสือโดยไม่ต้องห่วงเรื่องค่าที่พัก แต่แน่นอนว่าความเกรงใจมันค้ำคอ ฉันจึงไม่เคยอยู่นิ่งเฉย งานบ้านทุกอย่างที่พอจะช่วยแม่บ้านได้ฉันก็ทำ และยังดิ้นรนไปหางานพาร์ทไทม์ทำที่ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าช่วงเลิกเรียนและวันหยุด เพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นภาระของพ่อแม่ที่บ้านและรบกวนน้ามากจนเกินไป
ในบ้านหลังนี้มีน้าอรที่เป็นสาวธนาคารตำแหน่งใหญ่โต มีอันนาลูกสาวคนเดียวของน้าอรที่อายุเท่ากับฉันแต่อ่อนประสบการณ์ชีวิตกว่ามากเพราะเธอถูกเลี้ยงมาเหมือนเจ้าหญิง
และคนสุดท้ายที่เป็นเสาหลักของบ้านคือลุงอนันต์สามีของน้าอร ชายวัยกลางคนที่อายุเข้าสู่เลขสี่ตอนกลางแต่ยังดูภูมิฐานและแข็งแรง เขาทำงานในบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดัง มีรายได้มหาศาล และเป็นคนที่น้าอรเกรงใจที่สุดในบ้าน
ฉันเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูรั้วอัลลอยด์บานยักษ์ก่อนจะกดรหัสผ่านเข้าไปอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แสงไฟจากห้องนั่งเล่นชั้นล่างยังคงสว่างรำไรลอดผ่านผ้าม่านราคาแพงออกมา ฉันถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยล้าจากการยืนเสิร์ฟอาหารมานานกว่าหกชั่วโมง กลิ่นควันอาหารและเหงื่อไคลยังติดตัวจนรู้สึกเหนียวเหนอะ
เมื่อเปิดประตูเข้าไปในตัวบ้าน กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำหอมปรับอากาศราคาแพงกระแทกจมูกทันที และสิ่งที่ฉันไม่คาดคิดคือการเห็นลุงอนันต์นั่งอยู่ที่โซฟาหนังตัวยาวในห้องนั่งเล่น บนโต๊ะด้านหน้าเขามีขวดเบียร์ต่างประเทศที่เหลือเพียงครึ่งและแก้วเปล่าวางอยู่ โทรทัศน์จอยักษ์กำลังฉายภาพยนตร์คลาสสิกเงียบๆ โดยมีการเปิดซับไตเติ้ลแทนเสียง
"กลับมาแล้วเหรอหนูแตงกวา"
เสียงทุ้มต่ำและดูใจดีของลุงอนันต์ดังขึ้น เขาไม่ได้หันมามองในทันทีแต่เขารู้ว่าเป็นฉัน
"ค่ะลุงอนันต์ ทำไมลุงยังไม่นอนอีกคะ นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะคะ"
ฉันถามพลางเดินเข้าไปใกล้ด้วยความนอบน้อม ลุงอนันต์อยู่ในชุดลำลองเสื้อยืดคอกลมสีเทากับกางเกงขาสั้นดูผ่อนคลายกว่าเวลาที่เขาใส่สูทไปทำงานมาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังดูมีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ที่ดูมีอำนาจ
"ลุงเครียดๆ เรื่องตลาดหุ้นนิดหน่อยน่ะ เลยมานั่งจิบเบียร์ดูหนังเก่าๆ สักเรื่องแล้วค่อยขึ้นไปนอน"
"น้าอรเขาก็หลับไปนานแล้ว ส่วนอันนาก็คงฝันหวานอยู่น่ะ หึ! ๆ"
เขาหันมายิ้มให้ฉัน แววตาของเขาดูเหนื่อยล้าแต่ก็แฝงไปด้วยความอบอุ่น
"แล้วเราล่ะ เหนื่อยไหมหืม เรียนบัญชีก็หนักแล้วยังจะไปทำงานพิเศษจนดึกดื่นแบบนี้อีก"
"เหนื่อยล้าไปทั้งตัวเลยค่ะคุณลุง แต่แตงกวาทนได้ค่ะ อยากเก็บเงินไว้เยอะๆ จะได้ไม่ต้องรบกวนพ่อแม่กับน้าอรบ่อยๆ" ฉันตอบพลางทรุดตัวนั่งลงที่ขอบโซฟาข้างๆ เขาโดยเว้นระยะห่างตามความเหมาะสม
ลุงอนันต์มองฉันด้วยสายตาที่ทำให้ฉันรู้สึกประหม่าเล็กน้อย มันไม่ใช่สายตาที่น่ากลัว แต่มันคือสายตาที่เหมือนเขากำลังสำรวจอะไรบางอย่างในตัวฉัน
"มานี่มา นั่งใกล้ๆ ลุงหน่อยสิ จะเกรงใจอะไรกันนักหนา แตงกวาก็เหมือนลูกสาวลุงอีกคนนะ" เขาตบเบาะข้างๆ ตัวเองเบาๆ
ฉันขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดตามคำเชื้อเชิญ ลุงอนันต์วางมือหนาของเขาลงบนหัวของฉันแล้วลูบเบาๆ อย่างเอ็นดู สัมผัสจากมือของเขามันอุ่นและให้ความรู้สึกปลอดภัยจนฉันเผลอหลับตาลงชั่วครู่
"เก่งจริงๆ นะเรา ถ้าอันนาขยันได้สักครึ่งของแตงกวาก็คงดี ยัยลูกคนนั้นน่ะวันๆ คิดแต่เรื่องแฟชั่นกับเรื่องเที่ยว"
"แต่อันนาเขาก็น่ารักและนิสัยดีในแบบของเขาค่ะลุง" ฉันตอบชมลูกพี่ลูกน้องวัยสาว
"แต่ยังไงอันนาก็ยังน่ารักสู้แตงกวาไม่ได้หรอก"
"ยังไงหรือคะ?"
"ก็หนูแตงกวา ทั้งขยัน ทั้งอดทน แถมยัง" ลุงอนันต์เว้นวรรคไปครู่หนึ่ง สายตาของเขาจ้องมองที่ใบหน้าของฉันที่ตอนนี้เริ่มมีรอยยิ้มจางๆ
"แถมยังโตเป็นสาวขึ้นเยอะเลยนะ จำได้ว่าตอนเจอที่บ้านนอกเมื่อไม่กี่ปีก่อน ยังเป็นเด็กกะโปโลอยู่เลย"
คำชมนั้นทำให้ฉันหน้าร้อนวูบวาบ ลุงอนันต์ขยับมือจากหัวลงมาแตะที่ไหล่ของฉันแล้วบีบเบาๆ ราวกับจะให้กำลังใจ สัมผัสเนื้อต่อเนื้อผ่านเสื้อยืดตัวบางของฉันทำให้หัวใจฉันเต้นผิดจังหวะไปนิดหนึ่ง มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่าคืออะไร แต่มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ฉันเคยได้รับจากคนในครอบครัวมาก่อน
"ไปอาบน้ำนอนเถอะไป เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าลุงไปส่งที่มหาลัยเอง เห็นว่ามีเรียนเช้าไม่ใช่เหรอ" ลุงอนันต์บอกพลางผละมือออก
"ลุงจะไปส่งอันนาที่คณะนิเทศก่อนใช่ไหมคะ งั้นแตงกวาไปพร้อมอันนาได้ค่ะ"
"ไม่หรอก พรุ่งนี้อันนาเขาบอกจะไปกับเพื่อนน่ะ ลุงเลยว่าง จะได้ไปส่งเราที่คณะบัญชีเองเลย ไม่ต้องวนไปวนมาให้เสียเวลา" เขาบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แววตากลับมีประกายบางอย่างที่ฉันอ่านไม่ออก
เช้าวันรุ่งขึ้นบรรยากาศในบ้านเต็มไปด้วยความเร่งรีบ อันนาวิ่งวุ่นหาชุดที่เธอพอใจจะใส่ไปเรียนตามประสาเด็กนิเทศเจ้าสำอาง ในขณะที่ฉันเตรียมตัวเสร็จนานแล้วในชุดนักศึกษาที่รีดจนเรียบกริบ กระโปรงพลีทยาวพอดีเข่าทำให้ฉันดูเรียบร้อยแต่ก็ปิดบังส่วนโค้งเว้าของสาววัยยี่สิบไว้ไม่หมด
"พ่อขา วันนี้อันนาไปกับพวกกิ๊ฟนะคะ พ่อไปส่งแตงกวาได้เลย" อันนาพูดพลางเดินมาหอมแก้มลุงอนันต์ฟอดใหญ่ต่อหน้าน้าอรและฉัน
ลุงอนันต์ลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดูแบบที่เขาทำกับฉันเมื่อคืน
"จ้ะ ไปเถอะ เดินทางปลอดภัยนะอันนา" น้าอรบอกลูกสาวก่อนจะหันมาทางฉัน "แตงกวาไปกับลุงเขาเถอะนะลูก วันนี้น้าต้องเข้าสาขาเร็วหน่อย ไปพร้อมกันไม่ได้"
ฉันพยักหน้ารับแล้วเดินตามลุงอนันต์ขึ้นรถไป กลิ่นน้ำหอมในรถยุโรปคันหรูของเขาคือกลิ่นเดียวกับที่เขาใช้เป็นประจำ มันเป็นกลิ่นที่ดูภูมิฐานและเย็นสบาย รถเคลื่อนตัวออกจากบ้านด้วยความนุ่มนวล ลุงอนันต์ขับรถด้วยความใจเย็น มือข้างหนึ่งจับพวงมาลัย ส่วนอีกข้างเขาวางไว้ที่หัวเกียร์ใกล้ๆ กับขาของฉัน
"เมื่อคืนหลับสบายไหมแตงกวา" เขาถามโดยไม่ได้ละสายตาจากถนน
"สบายค่ะลุงอนันต์ ขอบคุณลุงมากนะคะที่อุส่าห์มาส่งหนู"
"เปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นอย่างอื่นได้ไหมล่ะ?" เขาพูดเล่นๆ แต่ทำเอาฉันชะงักไปครู่หนึ่ง
"ล้อเล่นน่า ทำหน้าตกใจไปได้"
รถวิ่งมาถึงทางแยกที่จะเลี้ยวเข้าสู่มหาวิทยาลัย แต่ลุงอนันต์กลับขับตรงไปแทน
"เอ๋ ลุงคะ เลี้ยวซ้ายสิคะ เดี๋ยวจะเข้าเรียนไม่ทันนะ"
"ลุงอยากดื่มกาแฟสักแก้วน่ะ ร้านกาแฟแถวนี้มีร้านนึงอร่อยมาก อันนาเขาไม่ค่อยชอบน่ะเพราะเขาบอกว่าเหม็นกลิ่นคั่วเมล็ดกาแฟ แต่ลุงว่าแตงกวาน่าจะชอบนะ เห็นเมื่อคืนบอกว่าทำงานที่ร้านอาหารบ่อยๆ น่าจะพอดื่มกาแฟเป็น"
เขาวนรถเข้าสู่คาเฟ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในสวนสวย บรรยากาศเงียบสงบและดูแพงเกินกว่าที่นักศึกษาอย่างฉันจะเข้ามาเหยียบ ลุงอนันต์เดินนำฉันเข้าไปในร้าน พนักงานดูจะรู้จักเขาเป็นอย่างดี เขาเลือกที่นั่งมุมในสุดที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว
"รับอะไรดีครับท่าน" พนักงานถามอย่างนอบน้อม
"อเมริกาโน่ร้อนเหมือนเดิม ส่วนของหลานสาวฉัน เอาลาเต้เย็นหวานน้อยแล้วกันนะ" เขาเป็นคนสั่งให้เสร็จสรรพโดยไม่ถามความสมัครใจของฉันแม้แต่น้อย
ในช่วงเวลาที่รอเครื่องดื่ม ลุงอนันต์นั่งจ้องมองฉันด้วยสายตาที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
"แตงกวารู้ไหม ลุงชอบคุยกับแตงกวานะ เพราะเราดูเป็นผู้ใหญ่ คุยรู้เรื่อง ไม่เหมือนคนในบ้านที่วันๆ มีแต่เรื่องปวดหัวมาให้ลุง"
"ลุงอนันต์ก็ชมแตงกวาเกินไปค่ะ แตงกวาแค่คนบ้านนอกคนนึงที่ต้องเอาตัวรอดให้ได้" ฉันก้มหน้าตอบด้วยความเขินอาย
มือหนาของเขาขยับมาวางทับบนมือของฉันที่วางอยู่บนโต๊ะ สัมผัสอุ่นๆ นั้นทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกระแสไฟแล่นแปล๊บเข้าสู่ร่างกาย
"อย่าดูถูกตัวเองแบบนั้นสิ สำหรับลุง แตงกวาคือเพชรที่รอการเจียระไนนะ ใครได้ไปเป็นแฟนคงโชคดีแย่"
หัวใจของฉันเต้นรัวแรงจนแทบจะหลุดออกมา สัมผัสจากมือที่อบอุ่นและคำชมที่รุนแรงต่อหัวใจแบบนี้มันทำให้ฉันสับสน ลุงอนันต์ขยับปลายนิ้วลูบไล้หลังมือของฉันเบาๆ อย่างเป็นธรรมชาติจนฉันไม่กล้าจะดึงมือออก
"ลุงจะช่วยน้าอรดูแลเราเองนะแตงกวา ถ้าขาดเหลืออะไรบอกลุงได้ทุกเรื่อง หรือบางเรื่องไม่ต้องผ่านน้าอรก็ได้ ให้เรื่องของผู้ใหญ่บางเรื่องเป็นความลับของเราสองคน ดีไหม?"
เขาจ้องตาฉันแล้วยิ้มที่มุมปาก