ภรรยาที่ไม่รัก
“เมกลับบ้านได้แล้ว เย็นแล้วนะ” สร้อยสุภาบอกญาติสาว เมธาวีเป็นลูกสาวคนเดียวของแม่เลี้ยงไหมคำ เจ้าของโรงเลี้ยงไหมขนาดใหญ่ที่สุดในลำพูน เธอแต่งงานไปแล้วกับ สิงขร นักธุรกิจหนุ่มชาวเชียงใหม่
“เดี๋ยวก็ได้พี่” เธอยังไม่อยากกลับ อยากอยู่กับแม่ให้นานที่สุด
“วันนี้คุณหนึ่งเขากลับมาจากกรุงเทพฯ แล้วไม่ใช่เหรอ ไม่ไปรอรับหน้าเดี๋ยวมีปัญหา” สร้อยสุภาพูดถึงสามีของญาติผู้น้อง เธอรู้ปัญหาตื้นลึกหนาบางดีจึงไม่อยากให้มีเรื่องเพิ่มขึ้น
เมธาวีส่ายหน้า สิงขรไม่ได้อยากเห็นหน้าเธอ ถ้าเขาจะหาเรื่องไม่ว่าเธอจะทำอย่างไรเขาก็หาจนได้อยู่ดี
ตอนนี้แม่เลี้ยงไหมคำป่วยหนักเป็นมะเร็งระยะที่สี่ เพราะท่านไม่ยอมบอกใครว่าป่วย เก็บเงียบไว้คนเดียวกว่าลูกหลานจะรู้โรคร้ายก็เข้าระยะอันตรายแล้ว
ไม่ต้องมีใครมาบอกเธอก็รู้ดีว่ามารดาเหลือเวลาอีกไม่มาก ดังนั้นเธอจึงอยากใช้เวลาอยู่กับท่านให้นานที่สุด เมธาวีอยู่กับมารดาที่โรงพยาบาลอีกหนึ่งชม. จึงขอตัวกลับบ้าน เมื่อมาถึงบ้านเธอเห็นไฟสว่างทั้งบ้าน นั่นแปลว่าสิงขรกลับมาจากไปทำงานที่กรุงเทพฯ แล้ว
เธอชะงักขาที่กำลังก้าวเข้าบ้านเมื่อได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะ สลับกับเสียงห้าวทุ้มของสามี
“อ้าวคุณเมกลับมาแล้ว โรสพาหนึ่งมาส่งค่ะคุณเมคงไม่ได้ว่าอะไรใช่ไหมคะ ที่โรสยืมตัวสามีคุณไปตั้งหลายวัน” เธอผู้นั้นหันมาเห็นเธอ
โรสหรือรสา คนรักเก่าของสิงขร ในช่วงที่เธอแต่งงานกับสิงขรเมื่อสองปีก่อนเธอคนนี้บอกเลิกเขาไปแต่งงานกับคนอื่น และเมื่อปีที่แล้วที่รสาหย่าขาดกับสามี เธอก็กลับเข้ามาในชีวิตของสิงขร และดูว่าชายหนุ่มเองก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง
“ตามสบายค่ะ ขอตัวนะคะ”
###############
เช้าวันต่อมาเธอลงมาด้านล่าง รถของสิงขรไม่อยู่แล้วเขาไปตั้งแต่เช้าหรือตั้งแต่เมื่อคืนเมธาวีก็ไม่แน่ใจ เธอและสิงขรแยกห้องนอนกันตั้งแต่ผ่านปีแรกของชีวิตแต่งงานตั้งแต่มารดาของสิงขรเสียชีวิตไป
“คุณเม คุณผู้หญิงใหญ่เรียนเชิญที่ตึก” สาวรับใช้จากตึกใหญ่มารายงานห้วนๆ ไม่มีหางเสียงและเดินจากไป เมื่อสามีไม่ให้เกียรติเธอ ก็ไม่แปลกที่คนในบ้านส่วนใหญ่ก็เห็นเธอเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่จำเป็นต้องให้เกียรติ
คุณผู้หญิงใหญ่ที่ว่าคือคุณย่าของสิงขร ท่านเมตตาเธอในระดับหนึ่ง แต่อาจจะเพราะว่าท่านชราภาพมากแล้ว จึงไม่อยากก้าวก่ายเรื่องของลูกหลาน
เธอเดินข้ามตึกไปตามที่ท่านเรียกหา
“สวัสดีค่ะคุณย่า” เธอพนมมือไหว้ท่าน ผู้สูงวัยยิ้มอย่างยินดีเมื่อเห็นหน้าเธอ
“หนูเมมาแล้ว ย่าจะถามถึงแม่เราเป็นไงบ้างลูก” คำถามของท่านทำให้เธอสะท้อนใจ ท่านคงเป็นคนเดียวในบ้านที่ถามอาการของแม่
“ทรงตัวค่ะคุณย่า เมก็กำลังจะไปเยี่ยมจะได้เปลี่ยนให้พี่สร้อยไปทำธุระส่วนตัวบ้าง”
สร้อยสุภาเป็นหลานสาวของแม่เลี้ยงไหมคำ อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ เธอสลับกันกับญาติผู้พี่ในการเฝ้ามารดาที่โรงพยาบาล
“จ้างพยาบาลดีไหมลูก เดี๋ยวย่าจัดการให้ หนูจะได้ไม่เหนื่อยไป” ท่านถามด้วยความอาทรเห็นหน้าหลานสะใภ้ซีดเซียวก็ได้แต่นึกเห็นใจ
“ไม่เป็นไรค่ะคุณย่า พวกหนูอยากเฝ้ากันเองมากกว่า” เธอยิ้มให้ท่านและขอตัวกลับมาเตรียมตัวไปโรงพยาบาลเมื่อใกล้ได้เวลา
“ไปขออะไรคุณย่าอีกรึเปล่า” เสียงถากถางของสิงขรดังขึ้นเมื่อเธอเดินเข้าบ้าน เธอเม้มปากแน่น เขาจะเคยมองเธอในแง่ดีบ้างไหม
“เปล่าค่ะ คุณย่าเรียกไปถามอาการคุณแม่” เธอตอบเรียบๆ
“ก็ดี อย่าให้รู้นะว่าเธอไปขอเงินหรือขอสมบัติจากท่าน แม่ฉันก็ให้บ้านเธอไปเยอะแล้วตอนแต่งงานหัดเอาเงินสินสอดมาใช้เสียบ้าง อย่าทำเป็นแค่สูบเลือดสูบเนื้อคนอื่นเพราะมันเป็นพฤติกรรมของเห็บ” เขาพูดก่อนจะเดินหนีไป
เมธาวีน้ำตาคลอ กัดริมฝีปากจนเจ็บได้รสของเลือด เธอเถียงเขาไม่ได้เลย ตอนแต่งงานแม่ของเขาให้สินสอดมามากถึงสิบล้าน ทองต่างหากอีกยี่สิบบาทซึ่งเงินสดสิบล้าน แม่เลี้ยงไหมคำก็เอาไปไถ่ที่ออกจากธนาคารจนหมดและโอนที่เป็นชื่อเธอ
ตั้งแต่แต่งงานกันมาเธอดูแลตัวเองมาตลอด สิงขรมองว่าเธอได้สินสอดไปมากแล้วเขาจึงไม่เคยหยิบยื่นเงินให้เธอแม้แต่บาทเดียว เธอเป็นนักวาดรูป เขียนภาพขายหาเลี้ยงชีพและตอนนี้เธอต้องหยุดทำงานเพื่อเฝ้าแม่ หญิงสาวจับสร้อยคอทองคำเส้นที่สวมอยู่วันนี้คงจะต้องเอาไปขายเพื่อไปจ่ายให้โรงพยาบาล
###############
ทว่า...เมื่อเธอไปถึงโรงพยาบาลก็ได้รับข่าวร้าย เธอเห็นมารดาถูกย้ายเข้าไปในไอซียู จากนั้นหมอพยาบาลเดินเข้าออกเป็นว่าเล่น
“พี่สร้อย แม่เป็นอะไรคะ” เธอถามญาติคนเดียวที่เหลืออยู่เสียงสั่น
สร้อยสุภาส่ายหน้า เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
“นั่งคุยกันอยู่ดีๆ น้าไหมก็ช็อก พี่รีบไปตามหมอแล้วก็เป็นแบบที่เห็นนี่ล่ะ”
ลางสังหรณ์ที่มีทำให้เมธาวีกลัวว่ามันจะเป็นจริง เธอกลัวว่าจะเสียแม่ไป จากนั้นไม่นานแพทย์เจ้าของไข้ได้ขอพบญาติผู้ป่วยเพื่อแจ้งอาการ
“ตอนนี้ต้องบอกตามตรงนะครับว่าคนไข้สมองตายแล้ว ที่ยังหายใจอยู่ อยู่ได้เพราะเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น อยู่ที่ความเห็นของญาติว่าจะให้ถอดเครื่องไหมครับ”
สมองตาย เธอเข้าใจได้ทันทีว่าในทางการแพทย์ถือว่าเสียชีวิตแล้ว หญิงสาวร้องไห้โฮนายแพทย์หนุ่มมองเธออย่างเห็นใจ แต่เขาจำเป็นต้องแจ้งความจริงให้เธอทราบ
เมธาวีพยายามกลั้นสะอื้น แม่ไม่อยู่แล้วเธอต้องเข้มแข็ง เธอรวบรวมสติถามหมอ
เมธาวีปาดน้ำตาออก มารดาเคยสั่งไว้ว่าไม่ให้ยื้อเธอจึงตัดสินใจ ณ ตอนนั้น
“ค่ะคุณหมอ ถอดเครื่องช่วยหายใจได้เลย ทุกอย่างขอให้เป็นไปตามความตั้งใจของแม่ค่ะ”
เธอออกจากห้องของนายแพทย์มากอดกับสร้อยสุภา ญาติผู้พี่เดาเรื่องออกอยู่แล้ว สองพี่น้องจึงนั่งกันเงียบๆ ไม่มีคำพูดใดที่เอ่ยออกมาในระหว่างที่รอกระบวนการทางแพทย์เสร็จสิ้น ตอนนั้นชายหนุ่มวัยสามสิบห้าปีเดินเร็วๆ มายังพวกเธอ
“น้องเม น้องสร้อย พี่มาแล้ว”
“พี่คำปัน” สร้อยสุภาหันไปเรียกชื่อผู้มาใหม่ เขาเป็นหนึ่งในคนดูแลบ้านที่อยู่กันมานานจนเหมือนญาติอีกคน
“พี่จะติดต่อเอกสารโรงพยาบาลแล้วไปขอใบมรณบัตรมารับศพแม่เลี้ยงออกเอง น้องเมกับน้องสร้อยจะไปพักก่อนก็ได้”
เมธาวีส่ายหน้าแต่สร้อยสุภาเห็นด้วยกับคำปัน
“เมไปบอกทางบ้านคุณหนึ่งก่อนไหมว่าน้าไหมเสีย แล้วไปหาชุดดำกันเดี๋ยวจะยุ่งแล้วไม่มีเวลานะ เรื่องศพน้าไหมกับทางวัดเดี๋ยวให้พี่คำปันจัดการ”
คำพูดนั้นทำให้เมธาวีรู้สึกตัวว่าเธอยังมีเรื่องที่ต้องจัดการ หญิงสาวกลับไปที่บ้านของสิงขร ไปหาคุณย่าเพื่อแจ้งเรื่องงานศพแม่
“แต่คุณย่าอายุมากแล้ว ไม่ต้องไปงานก็ได้นะคะเมเข้าใจค่ะ มันไกล”
เธอตั้งใจจะพามารดากลับไปจัดงานที่ลำพูนบ้านเกิด จึงแค่เพียงมาแจ้งให้ประมุขของบ้านทราบและกราบลาเท่านั้น จากนั้นเธอตัดสินใจเก็บของใช้ส่วนตัวและเสื้อผ้าออกจากบ้านของสามี ในเมื่อไม่มีแม่แล้วเธอก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องประคับประคองชีวิตคู่ เมธาวีตั้งใจว่าหลังงานศพจะติดต่อผ่านทนายเรื่องหย่ากับเขา