บทที่1 ใครกันที่เสแสร้ง
บ้านไร่ธนากรตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาเขียวขจีของเขาใหญ่ อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ยามเช้าหมอกบางลอยคลอเคลียยอดหญ้า เสียงนกร้องประสานกับเสียงลมพัดผ่านต้นไม้ใหญ่ที่เรียงรายรอบไร่ กลิ่นดินชื้นและกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าผสมกันอย่างลงตัว
ตัวบ้านหลักเป็นเรือนไม้สองชั้นสไตล์คันทรี หลังคาทรงจั่วมุงกระเบื้องสีดินเผา รอบบ้านมีระเบียงไม้กว้างสำหรับนั่งจิบกาแฟชมวิวภูเขา ด้านหน้าเป็นสนามหญ้าเขียวขจี มีแปลงดอกไม้หลากสีปลูกเรียงรายเป็นแนวยาวไปจนถึงรั้วไม้สีขาว
เสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์คันหนึ่งดังแว่วมาแต่ไกล ก่อนจะแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านไม้สไตล์คันทรีที่ตั้งอยู่กลางเนินเขา
รถคันนั้นเป็นของไร่แสนภักดี เพื่อนบ้านที่อยู่ถัดไปไม่ไกลนัก เจ้าของไร่เป็นชายวัยกลางคนที่มีรอยยิ้มอบอุ่นและเป็นมิตรกับทุกคนในละแวก เขามักแวะมาทักทายหรือช่วยเหลือกันในยามจำเป็น
ประตูรถเปิดออก เผยให้เห็นหญิงสาวร่างบางในชุดเดรสสีอ่อน ลินรดา ลูกสาวของเจ้าของไร่แสนภักดี ก้าวลงมาพร้อมรอยยิ้มสดใส แสงแดดยามบ่ายสะท้อนบนเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนของเธอจนดูราวกับมีประกายทอง
ในมือของเธอถือกล่องขนมอบใหม่ที่ยังอุ่นอยู่ กลิ่นหอมของเนยและวนิลาลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ เธอยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไม้ไปยังระเบียงบ้าน
“สวัสดีค่ะป้า แม่ให้ลินเอาขนมอบใหม่มาให้ค่ะ บอกว่าพึ่งออกจากเตาเลย” เสียงหวานของเธอดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มจริงใจ
แม่ของคนาธิปที่กำลังจัดแจกันดอกไม้หันมาพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
“โอ๊ย ขอบใจมากเลยลูก แม่เธอนี่ใจดีจริงๆ ฝากขอบคุณด้วยนะจ๊ะ”
คนาธิปที่ยืนอยู่ไม่ไกลมองภาพนั้นเงียบๆ แววตาเขาแฝงความรู้สึกซับซ้อน ผู้หญิงแบบนี้ไม่รู้จะเล่นละครอะไรให้เขาได้ดูอีก
นวลอินมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเอ็นดูในแววตา ความเรียบร้อยและอ่อนโยนของลินรดาทำให้เธออดคิดไม่ได้ว่า หากหญิงสาวคนนี้ได้มาเป็นลูกสะใภ้คงจะดีไม่น้อย
แต่ในขณะที่แม่ยิ้มอย่างพอใจ คณาธิปกลับยืนอยู่ที่ระเบียงชั้นบน มองภาพนั้นด้วยสายตาเย็นชา เขาเห็นรอยยิ้มของลินรดาแล้วรู้สึกหงุดหงิดโดยไม่เข้าใจตัวเอง ความทรงจำคืนนั้นที่เขาเคยเห็นเธอในผับยังคงฝังแน่นในใจ
เขายืนกอดอก มองลงมาด้วยแววตาไม่เป็นมิตร ริมฝีปากเม้มแน่นเมื่อเห็นแม่ของตนพูดคุยกับหญิงสาวอย่างเอ็นดู ภาพนั้นทำให้หัวใจของเขาเต้นแรง ทั้งจากความไม่พอใจและความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่อยากยอมรับ
ลินรดาเงยหน้าขึ้นบังเอิญสบตากับเขาเพียงชั่วครู่ แววตาเธอสงบและไม่หลบเลี่ยง แต่กลับทำให้คนาธิปต้องเบือนหน้าหนีอย่างหงุดหงิด
ริมฝีปากขยับเอ่ยคำหนึ่งเบาๆ แทบไม่ออกเสียง
“เสแสร้ง”
แต่ลินรดาที่เงยหน้าขึ้นพอดี กลับเห็นการขยับของริมฝีปากนั้นชัดเจน เธออ่านออกทันที ดวงตาคู่สวยสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะยกยิ้มบางๆ กลบเกลื่อนความรู้สึกในใจ
“คุณป้าคะ ลินไม่รบกวนคุณป้าทำงานแล้ว ลินขอตัวกลับก่อนนะคะ” เธอกล่าวเสียงนุ่ม แล้วหันหลังเดินกลับไปยังรถของไร่แสนภักดี
ลินรดาเดินออกจากบ้านด้วยท่าทีสงบ แม้ในใจจะสั่นไหวจากคำพูดที่ไม่ได้ยินแต่เห็นชัดจากริมฝีปากของเขา
เธอก้าวเร็วขึ้นเล็กน้อย มือกำกล่องขนมเปล่าที่จะนำกลับไปยังรถของไร่แสนภักดี เสียงรองเท้าสัมผัสพื้นไม้ดังแผ่วเบาในความเงียบ
แต่ยังไม่ทันถึงรถ เสียงฝีเท้าหนักก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“เดี๋ยว...เธอจะรีบไปไหน?” เสียงทุ้มต่ำของคนาธิปดังขึ้นพร้อมร่างสูงที่ก้าวมาขวางหน้า
ลินรดาชะงัก เงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเย็นชาและความขุ่นเคือง
“ลินเอาขนมมาส่งคุณป้าแล้ว ก็ต้องกลับสิคะ” เธอตอบเรียบๆ พยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคง
“ทำไมต้องรีบกลับนักเล่า ฉันยังไม่เห็นเธอเล่นละครเป็นผู้หญิงแสนดีต่อเลยนี่” เขาเอ่ยเสียงแข็ง แววตาเต็มไปด้วยการท้าทาย ลินรดายืนนิ่ง ก่อนจะตอบเบาๆ แต่ชัดเจน “ลินไม่เคยเล่นละครค่ะ”
คนาธิปขมวดคิ้ว “แน่ใจเหรอ?”
“แน่ใจสิคะ ลินคงไม่เหมือนพี่ธิปต่อหน้าทำอีกอย่างลับหลังทำอย่าง”
คำพูดนั้นทำให้คนาธิปชะงัก
“นี่เธอ”
“ขอตัวก่อนนะคะ”
เธอเดินอ้อมเขาไปเปิดประตูรถ เสียงเครื่องยนต์สตาร์ตขึ้นพร้อมกลิ่นไอของฝุ่นเบาๆ ที่ลอยตามแรงลม ดวงตาของคณาธิปประกายกล้าขึ้น เด็กอย่างลินรดากล้าต่อปากต่อคำกับเขา ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่า เธอเข้ามาที่ไร่เพราะเสแสร้ง อีกทั้งอยากอ่อยเขาเพื่อหุบไร่เขามากกว่า
**อ่านแล้วชื่นชอบฝากกดลงชั้นด้วยนะคะ