แม้มาเบลกับโซ่จะเรียนคณะเดียวกัน แต่เพราะลงวิชาเลือกเสรีคนละตัว ทำให้ตอนนี้ชายหนุ่มต้องไปเรียน คนอื่นก็ออกไปทำงาน ส่วนคนที่ว่างสุดในวันนี้กำลังนั่งซดมาม่าดูทีวีอยู่กลางบ้าน เธอชอบทำกับข้าวก็จริง แต่เมื่ออยู่คนเดียวก็มักจะหาอะไรง่ายๆ กินมากกว่า
“นี่หล่อน ฉันให้เธอมาอยู่บ้านแต่ไม่ได้ให้มาทำบ้านรกนะ” ทันทีที่เคนกลับมาถึง เจอถ้วยมาม่าคัปวางอยู่ตรงโต๊ะหน้าโซฟาก็ขมวดคิ้ว พอเห็นหญิงสาวกำลังวิ่งลงมาจากบนบ้านก็หันไปดุทันที
“หนูกำลังจะเก็บ แค่ขึ้นไปเอาของแป๊บเดียวเอง” มาเบลรีบแย้ง เพราะเมื่อครู่นึกได้ว่ามีส่งงานเลยขึ้นไปหยิบแท็บเล็ตลงมา ใครจะคิดว่าเธอจะเจอแจ็กพ็อตที่เคนกลับบ้านมาพอดีกัน
“อย่าเถียง” ร่างกำยำเอ่ยเสียงเข้มด้วยความไม่พอใจ
“ก็...ค่ะ เดี๋ยวหนูรีบเก็บค่า” เพราะรู้ว่าเถียงไปก็เท่านั้น เลยได้แต่หยิบข้าวของออกไปเคลียร์ให้เรียบร้อย ตอนแรกจะนั่งทำงานข้างล่างเลยเปลี่ยนกลับมาอยู่ในห้องแทน
เพราะอยู่คนเดียวจนชิน ก็เลยมีบ้างในบางครั้งที่ปล่อยทิ้งไว้ก่อน แล้วค่อยตามมาจัดการให้เรียบร้อยในเวลาไม่นาน แต่ทุกครั้งคนที่มาเจอมักจะเป็นเควินตลอด ไม่ว่าจะเส้นผมบนหมอนอิงที่โซฟา หรือการเก็บของไม่เป็นที่ เล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม จนแอบรู้สึกว่าโดนจับผิดอยู่นิดหน่อย พอลองไปถามโซ่ ได้คำตอบมาว่าเควินบ่นทุกคนที่ทำบ้านรกนั่นแหละ ก็เลยเบาใจไปหน่อยที่ไม่ได้โดนเกลียด ตอนนี้เธอไม่ถึงขั้นรู้สึกอึดอัด แค่ต้องขยันเก็บกว่าเดิมสักหน่อย
“อ้าว” เสียงเควินดังขึ้น ทำให้มาเบลหลุดออกจากความคิดขณะล้างมืออยู่ในครัว
“หลอดไฟขาดเหรอคะ เดี๋ยวหนูไปหยิบหลอดไฟให้” พอเดินออกมาดูก็พบว่าห้องนั่งเล่นที่ดูทีวีเมื่อครู่ไฟดับลง เคนกำลังจะเดินไปทางห้องเก็บของ แต่มาเบลไวกว่ารีบวิ่งไปหยิบให้ อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อหน้าชายหนุ่ม สักหน่อย เขาเลยมองตามแล้วปล่อยให้คนอาสาไปหยิบมา ส่วนตัวเองเดินไปหลังบ้านเพื่อหยิบบันได
“พี่เคน บันไดบ้านเรามันหักนะคะ” เสียงใสตะโกนออกมา ทำเอาเควินขัดใจไม่น้อย ก่อนจะไปดูแล้วพบว่าเป็นอย่างที่เจ้าตัวว่าจริงๆ
“แล้วทำไมไม่บอกให้ฉันซื้อเข้ามา”
“หนูลิสต์รายการไว้แล้วนะคะ แต่พี่บอกว่ายังไม่ได้ไปแถวนั้น” มาเบลตอบกลับด้วยรอยยิ้มอย่างรู้สึกชนะนิดๆ เพราะเรื่องนี้เธอไม่ผิดอย่างแน่นอน
“ช่างเถอะ เดี๋ยวลองยืนบนเก้าอี้ดู” เควินย้อนคิดเล็กน้อย เหมือนจะเคยมีเหตุการณ์นี้จริงๆ แต่เพราะตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูไปยืมมาให้”
“เดี๋ยว…” จะเรียกมาถามเพิ่มเติมแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เคนยืนมองอุปกรณ์ที่อีกฝ่ายวางไว้ข้างโซฟา ดีที่ตอนนี้ยังเป็นช่วงกลางวัน ไม่งั้นคงวุ่นวายพอดี เมื่อมองเพดานที่สูงกว่าขึ้นไปก็ถอนหายใจออกมา เป็นเขาเองที่อยากได้บ้านโปร่งๆ ต่อให้ยืนบนเก้าอี้ก็ยังเปลี่ยนลำบากอยู่ดี
เขาเพิ่งกลับมาจากงานถ่ายแบบที่ต่างจังหวัด งานวันนี้ต้องการถ่ายในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นเลยต้องออกไปทำงานเช้ากว่าทุกที พอกลับมาก็อยากชำระร่างกายให้สดชื่นสักหน่อย เพราะถูกประโคมเครื่องสำอางและทาครีมมาจนเหนอะหนะเนื้อตัว ระหว่างนั้นจึงเดินขึ้นห้องตัวเองตั้งใจจะไปอาบน้ำแล้วค่อยลงมาเปลี่ยนอีกที หากมาเบลหาบันไดมาไม่ได้จริงๆ ก็ค่อยออกไปซื้อมาใหม่
“อ้าว ไปไหนซะแล้ว ช่างเถอะ” มาเบลกลับมาพร้อมบันไดที่ไปยืมมาจากลุงข้างบ้าน จัดแจงขยับโซฟาและโต๊ะ ก่อนจะขึ้นไปเปลี่ยนหลอดไฟอย่างเชี่ยวชาญ แม้จะเป็นหลอดไฟแบบกลมที่ต้องเชื่อมสาย แต่ก็ทำได้อย่างคล่องแคล่วเช่นกัน
“ไม่รอให้ฉันลงมาก่อนล่ะ” เสียงเควินดังขึ้น เขาเดินลงมาก็พบกับมาเบลที่ขึ้นไปเปลี่ยนหลอดไฟอยู่แล้ว
“รีบเปลี่ยนจะได้เอาบันไดไปคืนไงคะ” คนตัวเล็กตอบโดยไม่หันมองคนที่ยืนอยู่ตรงบันได
“ทำเป็นหรือไง”
“ตอนอยู่หอหนูก็เปลี่ยนเอง เสร็จพอดีเลย พี่ลองเปิดไฟทีค่ะ” ได้ทีก็หันไปใช้เจ้าของบ้านสักหน่อย เควินเดินไปที่หลอดไฟแล้วกดเปิดสวิตช์โดยไม่ได้พูดอะไร
“ตาแทบบอด ปิดไฟแล้วหยิบฝาครอบให้หนูทีค่ะ” แม้จะหลับตาแล้วแต่แสงก็จ้าจนคนที่อยู่ใกล้ต้องหรี่ตา เควิน กดปิดไว้เหมือนเดิมแล้วเดินมายื่นฝาครอบไปให้คนตัวเล็ก
“เสร็จแล้วก็ลงมาดีๆ” เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยเลยช่วยจับบันไดให้มาเบลเดินลงมาได้อย่างมั่นคง และแน่นอนว่าเธอนั้นเกร็งกว่าเดิม ไม่ต้องคาดหวังฉากโรแมนติก ถ้าเธอตกหรือลื่น เควินต้องด่าแทนที่จะช่วยอย่างแน่นอน เพราะคิดแบบนั้นทำให้เจ้าตัวลงมาได้อย่างราบรื่น ชายหนุ่มไม่รู้ถึงความคิดนี้ ไม่งั้นคงได้บ่นว่าเธอเพ้อเจ้อแน่ๆ
“ไปยืมใครมา”
“คุณลุงข้างบ้านไงคะ ลุงเขาน่ารักดี”
“ไปรู้จักกันตอนไหนเนี่ย”
“เดือนที่แล้วหมาบ้านคุณลุงเขาหลุด หนูเลยไปช่วยตามจับ ลุงเขาชวนคุยสนุกดีค่ะ พอเจอกันก็เลยทักทาย ไม่ได้ไปขโมยใครมาอย่างแน่นอน หนูเอาไปคืนก่อนนะคะ” เธออธิบายให้อีกคนฟัง ก่อนจะหอบเอาบันไดไปคืนอย่างทะมัดทะแมง
เควินมองตามด้วยสายตาที่อธิบายไม่ถูก ดูเหมือนผู้หญิงคนนี้จะมีอะไรที่เขาคาดไม่คาดถึงบ่อยๆ ไม่เพียงแค่กับข้าวที่ทำอร่อย แต่ยังสรรหาอะไรมาปลูก จนตอนนี้บ้านดูสดชื่นมีชีวิตชีวามากกว่าเดิม แม้อีกฝ่ายจะชอบเถียงและทำบ้านรกในบางครั้งก็ตาม
“หนูนึกว่าวันนี้พี่จะไม่กลับซะอีก”
“บ้านฉัน ฉันจะกลับตอนไหนก็ได้”
“ไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อย หนูหมายถึงว่าช่วงนี้พี่งานเยอะ พอออกไปแต่เช้าก็เลยคิดว่าจะกลับค่ำๆ หรือไม่ก็ดึกไปเลย”
“เอาตารางงานฉันไปดูเลยไหม”
“ได้เหรอคะ” มาเบลถามด้วยความพาซื่อ
“ฉันประชด!”
“ฮ่าๆ หนูล้อเล่น แต่พี่เก่งจัง หนูก็อยากออกไปถ่ายแบบอะไรพวกนั้นบ้างจัง อยากมีคนรู้จักเยอะๆ ทำยังไงจะมียอดคนฟอลเยอะแบบพี่มั่ง” เพราะเห็นว่าเควินไม่ดุอะไรจริงจัง เลยกล้าชวนคุยมากขึ้นกว่าเดิม
“อยากเข้าวงการเหรอ”
“พี่ดูหน้าหนูสิ สวยขนาดนี้ คนในวงการจะขาดหนูไปได้ยังไง โอ๊ย!” กำลังจะพูดต่อก็ถูกมือหนาเคาะที่หน้าผากไปที เธอแอบเห็นว่าเขาอมยิ้มจนต้องทำตาโต
“เมื่อกี้พี่ยิ้มเหรอ” มาเบลทำหน้าเหมือนเห็นผี
“ฉันตลกเธอไง คนสวยเขาต้องให้คนอื่นชมไม่ใช่หรือไง” เควินไม่ได้คิดว่าการที่เขายิ้มหรือหัวเราะมันจะน่าตื่นเต้นตรงไหน ไม่รู้เลยว่ามาเบลยกให้เขาเป็นคนอารมณ์ร้ายและน่ากลัวที่สุดที่ตนต้องระวังตัวเลยละ
“อ้าวพี่ คนเรามันก็ต้องเชียร์อัปตัวเองด้วยสิ คนอื่นชมว่าสวยถ้าเราคิดว่าไม่สวยมันจะสวยได้ไง แต่ถ้าเราบอกว่าเราสวย ใครจะว่ายังไงเราก็สวยค่ะ” ไม่พูดเปล่าเธอยังเชิดหน้าขึ้นพูดด้วยความมั่นใจด้วย
“อื้ม ความมั่นใจให้ผ่าน เหลือแค่องค์ประกอบอื่น” เขากอดอกมองมาเบลหัวจรดเท้า พร้อมพยักหน้าไปด้วยเหมือนกำลังวิเคราะห์บางอย่างอยู่
“องค์ประกอบอะไรคะ”
“ความสวย” เคนว่าจบก็เดินหนีไปพร้อมหัวเราะเบาๆ ไม่คิดจะอยู่รอฟังเสียงโวยวายของอีกฝ่ายสักนิด ถือว่าการที่มาเบลมาอยู่ก็ทำให้บ้านมีสีสันครึกครื้นดีเหมือนกัน
เมื่อต้องอยู่กันสองคน เขาเองก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกทั้งที่เป็นเจ้าของบ้านเองแท้ๆ คงเพราะอีกฝ่ายเป็นผู้หญิง เขาที่หลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามมาตลอด เลยไม่กล้าที่จะสนิทสนมด้วยมากสักเท่าไร อีกทั้งมาเบลเองไม่เคยจะระมัดระวังตัวเวลาอยู่บ้านเลย เมื่อครู่นี้ตอนไปช่วยจับบันไดก็ต้องรีบเสมองไปทางอื่น ใครให้อีกคนใส่กางเกงขาสั้นที่มันขาบานจนเห็นถึงไหนต่อไหนแบบนั้นกัน!