หลังมื้อเช้าที่แสนกร่อย อมลฉวีสัมผัสได้ถึงความรักของเจษณะที่มีให้กับลัลล์นลินอย่างชัดเจน หล่อนจำได้ ตอนเด็กๆ ที่เคยกินข้าวด้วยกันสามคน ลัลล์นลินไม่ชอบต้นหอม เธอยี้ทุกครั้งที่เห็นมัน ทำหน้าพะอืดพะอมถึงขั้นเอามือปิดจมูก แล้วก็เป็นหล่อนทุกครั้งที่ช่วยเขี่ยออกให้ เมื่อกี้หล่อนจึงจงใจกลั่นแกล้งส่งสัญญาณให้มารดาโรยมันไว้ในถ้วยซุปของเธอ
หล่อนรู้ว่าลัลล์นลินไม่มีทางกินซุปถ้วยนั้นแน่
ทีแรกอมลฉวีตั้งใจว่าจะหาเรื่องที่ลัลล์นลินปฏิเสธไม่รับน้ำใจหล่อน แสร้งบีบน้ำตาตีหน้าเศร้าใส่ร้ายลัลล์นลินและทำให้เจษณะเข้าใจผิด แต่คิดไม่ถึงว่าเรื่องเล็กๆ ที่นานนมขนาดนี้แล้ว เจษณะกลับไม่เคยลืม ยังลงมือตักต้นหอมออกจากถ้วยให้ลัลล์นลินไปไว้ที่จานตัวเองอีก
นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารมาก่อน...
ในกรณีของหล่อน เจษณะรู้ว่าหล่อนชอบหรือไม่ชอบอะไร เขาจึงเลือกสรรแต่ของโปรดของหล่อนเท่านั้น หากมีเศษเสี้ยวของอาหารที่หล่อนไม่ชอบ เขามักบอกให้หล่อนเขี่ยไว้ข้างๆ จานหรือไม่ก็ตักใส่จานเปล่าแทน
เจษณะไม่เคยทานอาหารร่วมกับใคร ยิ่งให้ใช้ช้อนส้อมส่วนตัวตักออกเหมือนที่ทำกับลัลล์นลิน ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะเขาเป็นคนที่ค่อนข้างรักความสะอาดมากและมีโลกส่วนตัวสูง ของใช้ส่วนตัวทุกชิ้นของเขาจึงถูกแยกและไม่มีการใช้รวมกับของคนอื่นเด็ดขาด
แต่วันนี้เขากลับแหกกฎของตัวเองต่อหน้าทุกคน!
ยิ่งไปกว่านั้น... เขายังเพิกเฉยต่อการท้าทายของลัลล์นลินอีกด้วย ทั้งที่เธอกล้าพูดเรื่องขอถอนหมั้นต่อหน้าทุกคน เหมือนไม่ให้เกียรติเขา ลัลล์นลินจงใจแตะเกล็ดมังกรของเขา แต่เจษณะกลับไม่จัดการอะไรเธอเลยสักอย่าง สร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคนเป็นอย่างมาก
ทุกคนต่างรู้ดีว่าไม่มีใครกล้าท้าทายอำนาจของเจษณะ
แต่ลัลล์นลินกล้า และเขาก็ยอม!
ท่ามกลางความขัดแย้งไม่ลงรอยกัน อมลฉวีสังเกตเห็นสายใยบางๆ ที่เหมือนจะขาดสะบั้นลงไปแล้วระหว่างคนทั้งคู่ ค่อยๆ ถักทอขึ้นอีกครั้ง ผูกติดจนเริ่มจะผูกพันกันอย่างเหนียวแน่น
ไม่ใช่แค่หล่อนที่เห็น แต่ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นน่าจะรู้สึกได้ไม่มากก็น้อย…
เป็นแบบนี้... จะไม่ให้หล่อนหวั่นใจได้ยังไง?
หัวใจของหล่อนร้อนรน ทำให้หล่อนใจเย็นอยู่ไม่ได้ หล่อนต้องรีบทำอะไรสักอย่างก่อนที่จะเสียเขาไป
และอย่างแรกที่ต้องทำคือไปรักษาขาที่อเมริกาให้เร็วที่สุด!
อมลฉวีจึงดึงตัวชายหนุ่มเอาไว้ เพื่อบอกถึงการตัดสินใจของหล่อน ขณะที่เขาเข็นรถพาหล่อนมาอาบแดดในยามเช้า หล่อนเอี้ยวตัวหันมองเขา ก่อนจะแตะข้อมือใหญ่ให้เขาหยุดนั่งลงบนเก้าอี้หินอ่อนตรงหน้าหล่อน
“ขอโทษนะคะเจษ ที่ทำให้คุณต้องพลอยลำบากมาดูแลฉัน”
“มันเป็นเรื่องที่ผมควรทำ”
เขายิ้มอ่อนพลางยกมือลูบผมอมลฉวีเบาๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นคำพูดเรียบง่าย ไม่มีความหมายลึกซึ้งเป็นพิเศษ แต่กลับทำให้คนฟังน้ำตาคลอเบ้าขึ้นมาทันตา
ไม่ใช่ความซาบซึ้ง แต่เป็นความหวาดกลัวจากก้นบึ้งหัวใจ
อมลฉวีลนลาน เมื่อชายหนุ่มจะชักมือกลับ หล่อนรีบคว้ามือหนานำมาแนบแก้ม ถูใบหน้าที่เย็นนิดๆ ของตัวเองกับฝ่ามือที่อบอุ่นของเขา
“ฉันรู้ว่าคุณอยากให้ฉันไปรักษาตัวที่อเมริกา อยากให้ฉันหายเป็นปกติ คุณทำทั้งหมดนี้เพื่อชดใช้ให้ฉันแทนหลินใช่ไหมคะ...
ฉันรู้ว่าคุณเป็นคนจิตใจดี ฉันไม่ควรคาดหวังกับความใจดีของคุณ แต่ฉันก็อดคิดถึงคุณไม่ได้ ฉันรู้ว่าฉันไม่เหมาะกับคุณ ต่อให้ฉันจะกลับมายืนได้อีกครั้ง แต่คุณก็มีหลินอยู่ข้างๆ แล้ว ฉันเป็นได้แค่เพื่อนคุณเท่านั้น แต่ฉันก็ยังอยากจะพยายามลุกขึ้นมาสู้ เพื่อยืนอยู่เคียงข้างคุณให้ได้อยู่ดี”
อมลฉวีสบตาเขา พรั่งพรูความในใจออกมาจนหมดเปลือก น้ำตาร่วงเผาะไม่ขาดสายหยดลงบนมือของเจษณะ มันให้ความรู้สึกเย็นชวนให้หดหู่
“เลิกพูดเถอะ อย่าคิดมากเลย คิดแค่เรื่องที่จะไปรักษาตัวให้หายก็พอแล้ว”
เจษณะเช็ดน้ำตาเม็ดโตให้หล่อนอย่างเบามือ เขายังคงอบอุ่นและอ่อนโยนเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน ไม่เคยพูดจารุนแรงกับหล่อน แต่ก็เพราะแบบนี้จึงทำให้ลึกๆ ในใจงอมลฉวีอดกังวลไม่ได้ เพราะเขาไม่เคยเผยตัวตนที่แท้จริงให้หล่อนเห็นเลยสักครั้ง
ราวกับมีเส้นบางๆ กั้นระหว่างหล่อนกับเขาเอาไว้ อยู่ใกล้ได้ แต่ไม่อาจเข้าไปในหัวใจ ไม่มีวันรู้ความรู้สึกที่ซ่อนลึกอยู่ในนั้น
หล่อนอยากจะตัดมันทิ้งซะ!
ไม่อยากให้เขาเห็นหล่อนเป็นแค่คนนอก อยากให้เขารักใคร่ห่วงใยหล่อนด้วยความจริงใจ คนอื่นมองเข้ามาคงนึกว่าเขารักใคร่หล่อนจนน่าอิจฉา แต่อมลฉวีรู้ดีว่าเป็นแค่เปลือกที่ห่อหุ้มเขาเอาไว้เท่านั้น เขาทำไปตามมารยาทและมโนธรรมในใจ ไม่เกี่ยวกับหัวใจของเขาเลยแม้แต่นิด
ทั้งที่เขาอ่อนโยนกับหล่อนมากเพียงนี้ แต่อมลฉวีกลับไม่สามารถรู้สึกถึงมันได้เลย
หล่อนมองหน้าเจษณะ เห็นสายตาที่ตกอยู่ที่หล่อน มีเงาสะท้อนตัวหล่อนแต่ก็เหมือนไม่มี ดวงตาของเขานิ่งมากเหมือนทะเลสาบที่เงียบสงบ ความกังวลยิ่งทำให้หล่อนไม่สบายใจ น้ำตายิ่งเอ่อล้นเปียกชุ่มขนตาที่สั่นระริก
“ถ้า... ถ้าฉันหายแล้ว ถ้าฉันเดินได้อีกครั้ง คุณจะยังดีกับฉัน ดูแลฉัน สงสารฉันเหมือนตอนนี้ไหมคะ”
เจษณะยิ้มบางๆ ไม่ได้ตอบคำถามของหล่อน พูดเพียงแค่ว่า
“คุณเป็นเพื่อนผม”
อมลฉวีโผตัวเข้าสู่อ้อมอกของเขาทันที ใบหน้าซบซุกร้องไห้สะอึกสะอื้น ร่างที่สั่นเทากอดเขาแนบแน่นราวกับกลัวว่ากำลังจะเสียเขาไปตลอดกาล เจษณะลูบหลังปลอบหล่อนอย่างอ่อนโยน เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยให้กำลังใจหล่อนไม่ขาด แต่กลับดังไปไม่ถึงหัวใจของหล่อนเลยแม้แต่คำเดียว
“คุณจะต้องหายดี”
ฉันไม่ได้อยากหาย ฉันแค่อยากอยู่กับคุณ...
อมลฉวีตอบเขาในใจ สีหน้าท้อแท้เจ็บปวดกับรักข้างเดียว แต่เพียงอึดใจก็เป็นเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง
หล่อนไม่ยอม ไม่มีวันแพ้นังหลินเด็ดขาด!
ถึงใจเขาจะเป็นของมัน แต่ใช่ว่าจะเป็นตลอดไป หล่อนจะดึงทั้งตัวและหัวใจของเจษณะกลับมาที่หล่อนให้ได้ เขาจะต้องเป็นของหล่อนคนเดียว
อมลฉวีเงยหน้า ผละออกจากอ้อมกอดของเขา ยิ้มอย่างกระดากแกมรู้สึกผิดที่เผลอทำตัวเป็นเด็กงอแง ทำให้เขาต้องพลอยลำบากใจไปด้วย
“ขอโทษนะคะเจษ ฉันนี่แย่จริงๆ ทำตัวไม่ได้เรื่องเลย”
เสียงหล่อนเบาหวิว ก้มหน้างุดจนแทบจะมุดพื้น มีความเจียมตัวและต่ำต้อยจนน่าเวทนา เห็นแล้วทำให้คนอดสงสารไม่ได้จริงๆ
เจษณะไม่อยากให้อมลฉวีใช้ชีวิตที่หลบๆ ซ่อนๆ เหมือนอยู่ในหลุมหลบภัยอย่างนี้ หล่อนเพิ่งจะอายุยี่สิบปลายๆ เท่านั้น ยังมีอนาคตที่สดใสอีกมากรออยู่
เขาจะทำให้หล่อนได้ใช้ชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้...
“เข้าบ้านเถอะ ผมจะจัดการเรื่องโรงพยาบาลและเอกสารการเดินทางทุกอย่างให้คุณเอง ช่วงนี้คุณก็พักผ่อนอยู่ที่บ้านดีๆ เข้าใจไหม”
อมลฉวีพยักหน้า มองตาเขาแล้วสายตาหล่อนก็วูบไหว มีความลังเลเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่กล้า ทำให้เจษณะเป็นฝ่ายเอ่ยปากเอง
“มีอะไรรึเปล่า”
“คือ... ฉันมีเรื่องอยากจะขอร้องคุณ แต่ไม่รู้ว่าจะรบกวนคุณมากเกินไปรึเปล่า”
“ระหว่างเรา ยังมีอะไรต้องเกรงใจกันอีกเหรอ”
รอยยิ้มอบอุ่นของเขา ทำให้หล่อนใจชื้น มีความกล้ามากขึ้น
“ไหนๆ ฉันก็จะอยู่ที่บ้านอีกไม่กี่วันแล้ว ไปอยู่ที่โน่นก็ไม่รู้จะคุ้นเคยไหม ผู้คนแปลกตาทำให้ฉันอดกลัวไม่ได้ ฉันเลยอยากจะขอให้คุณเดินทางไปเป็นเพื่อนฉันสักสองสามวันจะได้ไหมคะ”
เจษณะชะงักไปนิดหนึ่งกับคำขอของหล่อน เดิมทีเขาไม่ได้คิดจะเดินทางไปด้วย ตั้งใจจะส่งเรื่องให้เลขาคนหนึ่งของเขาบินตามไปดูแลอมลฉวี คอยประสานระหว่างหล่อนกับหมอและพยาบาลที่สื่อสารต่างภาษากัน รวมถึงคอยรายงานอาการความคืบหน้าของหล่อนให้เขารู้
“นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้อยู่ด้วยกันแล้วนะคะเจษ ฉันไม่อยากจากคุณไปด้วยความเสียใจและคิดถึงแบบนี้”
สายตาของหล่อนที่มองเขาเต็มไปด้วยความหวัง เหมือนลูกหมาถูกทิ้งนั่งทำตาปรอย รอคอยคนใจดีที่จะหยิบยื่นความเมตตาให้กับมัน
“นี่เป็นความหวังสุดท้ายของฉัน คุณทำเพื่อฉันสักครั้งได้ไหมคะเจษ ฉันกลัวว่าถ้ากลับมา คุณจะไม่เอาฉันแล้ว”
เห็นเขาไม่ตอบรับ อมลฉวีก็เฝ้าวิงวอนจับมือเขาบีบแน่น ในแววตามีแต่ความโศกเศร้าและตื่นตระหนก ยากที่คนจะเพิกเฉยได้จริงๆ
เอาเถอะ... ในเมื่ออมลฉวีขอร้องเขาขนาดนี้ ถือว่าเป็นการทำเพื่อหล่อนครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน
หลังจากนี้เขาจะได้ทำตามที่ใจปรารถนาเสียที เขาอยากจะปรับความเข้าใจกับลัลล์นลิน อยากจะเริ่มต้นกันใหม่แบบจริงๆ จังๆ เต็มที
“ก็ได้ ถือซะว่าไปดูสถานที่จริง ผมจะได้สบายใจด้วย”
“ขอบคุณนะคะ”
อมลฉวีฉีกยิ้มสดใส น้ำตาแห้งเหือดทันที ในแววตาซุกซ่อนแผนการบางอย่างเอาไว้ ขอแค่เขายอมไป หล่อนก็มีวิธีรั้งตัวเขาไว้เช่นกัน