บทที่ 8 เธอเป็นคนเริ่มเองนะ 1

1590 Words
บรรยากาศในห้องอาหารวันนี้ค่อนข้างแปลกตากว่าทุกวัน เมื่อปรากฏร่างของหลานสาวเจ้าสัวนพที่ปกติไม่เคยลงมาร่วมทานอาหารกับทุกคน หนำซ้ำเธอยังมาพร้อมกับคนที่แทบเป็นไปไม่ได้อีก เพราะต่างก็รู้กันดีว่าเจษณะไม่ชอบคู่หมั้นคนนี้เลยแม้แต่น้อย แต่วันนี้เหมือนฝนจะตกห่าใหญ่ ทั้งคู่จึงจูงมือเดินมาทานอาหารเช้าพร้อมหน้ากันได้ อมลฉวีที่นั่งรอชายหนุ่มตั้งแต่เช้าตรู่จ้องมือคู่นั้นที่สอดประสานกันตาลุกวาว หล่อนเผลอเข่นเขี้ยวกัดฟันจนแทบจะข่มอารมณ์ไม่อยู่ มือทั้งสองจิกลงไปบนต้นขาราวกับจะฉีกเนื้อตัวเองออกเป็นชิ้นๆ ในเวลาแบบนี้นึกเกลียดขาลีบๆ ที่ไร้ประโยชน์คู่นี้ ไม่อย่างนั้นหล่อนจะลุกขึ้นไปกระชากแขนของทั้งคู่ให้สะบั้นออกจากกันเสียเดี๋ยวนี้ “วันนี้นึกยังไงถึงเสด็จลงมาได้ล่ะ หรือเป็นเพราะตาเจษไปอัญเชิญลงมาจากห้อง” แวววรรณแขวะขึ้นมาลอยๆ โดยที่ลัลล์นลินยังไม่ทันได้นั่งด้วยซ้ำ อมลฉวีก้มหน้าลอบยิ้มอย่างสะใจ พอเงยหน้าก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มยินดี “ดีใจจังที่วันนี้หลินลงมาทานข้าวกับพวกเรา นานแล้วนะที่เราไม่ได้กินข้าวพร้อมหน้ากัน” เจษณะมองอมลฉวีอย่างอ่อนโยน นึกขอบคุณที่หล่อนช่วยพูดไม่ให้ลัลล์นลินรู้สึกอึดอัด แล้วมองเลยไปยังมารดา เพื่อส่งสัญญาณเตือนให้รู้ว่าเขาไม่พอใจ ก่อนหันมาสั่งรัมภาว่า “เสิร์ฟอาหารเลยครับ” ชายหนุ่มเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วกุมหัวไหล่ดันตัวลัลล์นลินนั่งลงข้างๆ เขา ความละเอียดอ่อนแบบนี้เป็นสิ่งที่อมลฉวีเองยังไม่เคยได้รับ แม้เขาจะดูแลใส่ใจหล่อนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อ่อนโยนเอื้ออาทรอย่างลึกซึ้งเหมือนคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาวันนี้ ดัดจริต! ในอกอมลฉวีเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาที่พลุ่งพล่าน มองลัลล์นลินที่แสร้งทำว่าไม่เต็มใจให้เจษณะดูแล แล้วแอบสบถเดือดดาลในใจ ความอ่อนโยนของเขาเป็นของหล่อนเท่านั้น ของหล่อนคนเดียว! หลังต้องเสียขาไป อาจเพราะกลัวหล่อนจะป่วยซึมเศร้า เจษณะจึงเอ่ยปากให้หล่อนมาทานข้าวเป็นเพื่อนเขาทุกวัน ถึงอมลฉวีจะเป็นเพียงแค่ลูกสาวพ่อบ้าน แต่เขาก็ไม่รังเกียจที่จะร่วมโต๊ะกับหล่อน กลับกัน... เขาให้เกียรติหล่อนเหมือนเป็นเจ้านายคนหนึ่งในบ้าน ให้ความสำคัญมากกว่าคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคู่หมั้นของเขาเสียอีก หล่อนรู้เขาทำเพื่อปลอบใจหล่อน แต่แล้วยังไงล่ะ อย่างไรเขาก็ทำเพื่อหล่อนอยู่ดี แม้แต่แวววรรณเองยังไม่กล้าที่จะว่าอะไรหล่อนสักคำ ถึงจะไม่ค่อยพอใจนักก็ตาม นานแค่ไหนแล้วที่หล่อนเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ได้อยู่เคียงข้างเจษณะ ได้รับการดูแลห่วงใยจากเขา ไม่เคยมีใครได้รับอภิสิทธิ์นี้เหมือนหล่อน แม้แต่ลัลล์นลิน หล่อนเป็นเจ้าของความอ่อนโยนทั้งหมดของเจษณะ แล้วนังหลินเป็นใคร? กล้าดียังไงมาแย่ง ‘ที่’ ที่เป็นของหล่อนไปอย่างหน้าด้านๆ ! อมลฉวีแอบกัดฟัน ใบหน้าเคลือบฉายไปด้วยรอยยิ้มหวานละมุน ขณะที่เจษณะมองหล่อนพลางเอ่ยปากว่า “ทานข้าวเถอะ” อมลฉวีพยักหน้า แล้วลงมือตักแกงพะแนงเนื้อของโปรดเขาใส่จานให้อย่างเอาใจ อีกนัยหนึ่งก็เพื่อประกาศตัวถึงความสนิทชิดเชื้อของพวกหล่อนที่เหนือกว่าต่อหน้าลัลล์นลิน เจษณะทานอาหารเหมือนปกติ เขาตักปลาเก๋านึ่งเต้าซี่คืนให้อมลฉวีบ้าง แล้วตักยำสลัดทูน่าให้แวววรรณ แต่ทุกคนรับรู้ได้ว่าวันนี้เขาค่อนข้างอารมณ์ดี บรรยากาศดูบางเบาสบายๆ ไม่เงียบขรึมเหมือนนิสัยที่เย็นชาของเขา แถมยังดูเหมือนว่าวันนี้เขาจะเจริญอาหารมากกว่าปกติด้วย เป็นเพราะวันนี้มีลัลล์นลินมาร่วมโต๊ะด้วยใช่ไหม? ชายหนุ่มตักน่องไก่ทอดใส่จานหญิงสาว แล้วสั่ง “ทานเยอะๆ อย่าเอาแต่เขี่ยข้าว” ลัลล์นลินมองเขาโดยไม่มีความรู้สึกซาบซึ้งใดๆ กลับกัน... เธออึดอัดมากที่ต้องทนนั่งอยู่ตรงนี้ท่ามกลางสายตาสอดรู้และดูถูกจากคนอื่นๆ อาหารมื้อนี้จะอร่อยได้อย่างไร ในเมื่อความรู้สึกเธอมันช่างว่างเปล่าเหมือนเหวลึก ลิ้นที่รับรสชาติไม่ต่างอะไรกับเธอกำลังกลืนฟองน้ำอยู่แม้แต่น้อย “แม่ช่วยตัดซุปให้หลินหน่อยสิคะ จะได้คล่องคอ” อมลฉวีเอ่ยอย่างหวังดี แต่สบสายตามองมารดาอย่างรู้กัน รัมภาพยักหน้าเข้าใจ แล้วตักซุปใส่ถ้วยเล็กวางไว้ข้างจานของลัล์นลิน “ลองชิมซุปฝีมือของแม่ฉันหน่อยนะหลิน ดูสิว่ารสชาติยังเหมือนเดิมอย่างที่เธอชอบรึเปล่า” “ขอบคุณ” เธอเอ่ยตามมารยาท สายตาไม่ตกอยู่ที่ถ้วยเลยด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงว่าจะกินหรือไม่ เจษณะมองเธอแล้วนิ่วหน้า ปลายช้อนไม่แตะของในถ้วยเลยสักนิด ไม่เฉียดเข้าใกล้ทำเหมือนรังเกียจ สีหน้าก็ดูเหม็นๆ พะอืดพะอม เขาจึงเอ่ยถามอย่างไม่พอใจ “ออมกับน้ารัมภาอุตส่าห์หวังดี ทำไมถึงไม่กิน” “ก็บอกแล้วว่าฉันไม่หิว” “ไม่หิวก็ต้องกิน” เขาพูดพร้อมตักกับข้าวเติมใส่จานให้ลัลล์นลินอีก ทั้งที่น่องไก่ทอดยังคาอยู่ ไม่ได้กินเลยสักคำ แล้วดันถ้วยซุปไปไว้ตรงหน้าเธอ สายตาเหลือบเห็นของบางอย่างที่ลอยหน้าอยู่ในนั้นจึงนึกขึ้นได้ คว้าถ้วยซุปของเธอมา ใช้ช้อนตัวเองตักต้นหอมซอยออกมาใส่จานตัวเองจนหมด ก่อนจะยัดใส่ในมือเธอ “ทีหลังถ้าไม่ชอบอะไรก็บอก ทุกคนจะได้เข้าใจ” ลัลล์นลินมองเขาด้วยดวงตาที่วูบไหว ถ้วยเล็กๆ ในมือของเธอสั่นจนเกือบจะทำซุปร้อนๆ หกใส่ หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความสับสน เขายังจำได้หรือว่าเธอไม่ชอบต้นหอม? เรื่องเล็กๆ แบบนี้ เขาจะใส่ใจทำไม? เขาเกลียดเธอนี่นา... เขาไม่ควรจะสนใจเธอสิถึงจะถูก! ลัลล์นลินก้มหน้างุดจนแทบจะฝังลงไปในถ้วยซุป ขนตาสั่นกระพือเหมือนอารมณ์ยุ่งเหยิงที่ยากจะหลบซ่อน ตอนที่เธอรักเขา หลงใหลคลั่งไคล้เขาเหมือนคนโง่ เขาไม่เคยชายตามองเธอเลย ยิ่งหลังจากเกิดเรื่องกับอมลฉวี เขายิ่งเกลียดที่จะใช้อากาศหายใจร่วมกับเธอเสียด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่จะนั่งร่วมโต๊ะกินข้าว แถมยังใจดีช่วยตักต้นหอมออกจากถ้วยซุปให้เธอเลย เขาทำได้ยังไง? ทำราวกับว่าระหว่างพวกเขามีแต่ความรักหวานชื่น ไม่มีความแค้นหลายปีที่สะสมกันมา ถ้าเขาเกลียดเธอ... ทำไมต้องทำอย่างนี้ ทำเหมือนกับเขาห่วงใยใส่ใจเธอ? แต่ถ้าเขารักเธอ... งั้นเขาจะทำตัวเย็นชา ใจร้ายใจดำ คิดแต่จะแก้แค้นให้อมลฉวีทุกเมื่อเชื่อวันอย่างนั้นหรือ? บุญคุณความแค้นระหว่างพวกเธอสามคนเป็นเหมือนโซ่ตรวนที่พัวพัน กักขังเธอเอาไว้กับความเจ็บปวด ต้องทุกข์ทนอยู่ในความมืดมนมานานหลายปี จากความรักก็กลายเป็นความหวาดกลัว... เสียใจ... เจ็บช้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า... กระทั่งตอนนี้เธอทนต่อไปไม่ไหวแล้ว เธอต้องการยุติเรื่องราวระหว่างพวกเขาทั้งหมด ขอให้ทุกอย่างสิ้นสุดลงด้วยการจากไปของเธอ จุดจบที่ดีที่สุดของรักสามเส้าในครั้งนี้ที่ลัลล์นลินคิดไว้ก็คือ เธอถอยหลังก้าวออกมาจากความสัมพันธ์ระหว่างเจษณะกับอมลฉวี แล้วแยกย้ายไปตามทางของใครของมัน ไม่มีต้องเดินมาบรรจบพบกันอีก... ใช้เวลากล่อมตัวเองไม่กี่อึดใจ สีหน้าเธอก็กลับมาเฉยชาเหมือนเดิม ลัลล์นลินเงยหน้าขึ้นหันมองคนที่อยู่ข้างกาย แล้วเอ่ยอย่างไม่แยแส “ฉันไม่ต้องการแต่งงานกับคุณ คุณช่วยถอนหมั้นได้ไหม” ทุกคนรวมถึงรัมภาและพวกสาวใช้ที่กำลังทำหน้าที่อยู่ต่างพากันหน้าเหวอ ไม่คิดว่าลัลล์นลินที่ปกติกลัวเจษณะจนขี้ขึ้นสมอง จะกล้าหาญชาญชัยถึงขนาดจุดชนวนระเบิดกลางโต๊ะอาหาร แวววรรณตบโต๊ะเสียงดัง ปากขยับเหมือนจะพ่นพิษร้ายใส่นังคนโอหังที่กล้าหักหน้าลูกชายหล่อน แต่ต้องรีบหุบปากฉับ เมื่อเจษณะตวัดสายตาเย็นชามองมาเหมือนจะแช่แข็งหล่อน จึงได้แต่ชักสีหน้าไม่พอใจแล้วสะบัดหนีไป ชายหนุ่มมองลัลล์นลินด้วยสายตาเยียนเย็นคมกริบ แทนคำเตือนว่าอย่าริจะยั่วโมโหเขา เพราะเขาไม่รับประกันว่าจะมีความอดทนมากพอ แล้วหันไปสั่งแม่ครัวประจำคฤหาสน์ด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “น้ารัมภา ทีหลังอย่าโรยต้นหอมในอาหารของหลินอีก เธอไม่ชอบ” แล้วจึงนั่งทานอาหารต่อไปอย่างไม่สะทกสะท้าน ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก ต่างก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศกลับมาอึมครึมชวนหนาวสั่นอีกครั้ง เพราะรังสีทะมึนที่แผ่ออกมาจากตัวของชายหนุ่ม
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD