ลัลล์นลินลืมตาตื่นในตอนที่แสงตะวันเริ่มสาดส่องผ่านช่องผ้าม่านเข้ามาตกกระทบที่ดวงตาของเธอ รู้สึกหนักๆ เหมือนมีบางอย่างกดทับอยู่ตรงเอวจนเผลอขมวดคิ้วหน่อยๆ ทันทีที่โฟกัสภาพที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างชัดเจน เธอก็สะดุ้ง มือกำผ้าห่มแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
เธอมาอยู่ที่ห้องของเจษณะได้ยังไง?
แถมยัง... ถูกเขากอดเอาไว้ทั้งตัวแบบนี้อีก!?
หญิงสาวนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ฉากสุดท้ายที่อยู่ในหัวของเธอคือ ตอนที่ได้ยินรัมภากับอมลฉวีสารภาพความจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เธอต้องแบกรับความผิดเอาไว้ตลอดสี่ปีเต็ม
มันทำให้เธอทนทุกข์กับความเจ็บปวด...
เธอต่อว่าอมลฉวีอย่างรุนแรง จากนั้นเจษณะก็โผล่เข้ามา เขาออกโรงปกป้องหล่อนเหมือนอย่างเคย ตำหนิเธออย่างเย็นชาจนเธอทนไม่ไหว ระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างบ้าคลั่ง
แล้วเธอก็ถูกเขาตบ!
เขา ‘ตบ’ เธอ เพื่อผู้หญิงคนนั้น ที่ยิ่งปวดร้าวไปกว่านั้น... เขายังขู่เข็ญบีบคั้นจิตใจเธอจนหมดสิ้นหนทาง เหลือแต่ความสิ้นหวัง
ลัลล์นลินไร้สิ้นเรี่ยวแรงและพลังใจทันที ก่อนหน้านี้เธอยังมีประกายไฟแห่งความหวังอยู่เล็กๆ ว่าเขาจะยังเชื่อใจเธอบ้าง แต่คำพูดของเขาเหมือนลมที่พัดให้ไฟดวงนั้นดับสนิท
เมื่อคำอธิบายกลายเป็นคำโกหก ก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีกแล้ว...
เธอบอกตัวเองว่าให้เลิกทำเรื่องโง่ๆ อย่างการพยายามทำให้เขาเชื่อเธอเสียที เธอเหนื่อยหน่ายกับการพยายามอธิบายเต็มทน เธอใช้แรงเฮือกสุดท้ายไปกับการดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์ ตอนนี้เธอไม่อยากจะทำอะไรอีกแล้ว
เธอปล่อยตัว ละทิ้งตัวเอง เธอถูกเขาอุ้มแล้วก็สลบไปทั้งๆ อย่างนั้น...
ลัลล์นลินยิ้มเยาะ
ทำไมชีวิตของเธอถึงได้น่าอนาถขนาดนี้?
ทั้งที่เป็นวันหมั้นของเธอแท้ๆ มันควรจะเป็นวันที่มีความสุข ทุกอย่างอบอวลไปด้วยความรัก มีรอยยิ้มอ่อนหวานของคนที่รักกันมอบให้แก่กันไม่ใช่หรือ
แต่ทำไมเธอถึงหนีไม่พ้นความทุกข์และความเสียใจเสียที?
หญิงสาวยกมือปาดน้ำตาที่ร่วงหล่นจากมุมตา แล้วเงยหน้าสูดน้ำมูก สายตาปะทะกับผู้ชายที่นอนอยู่ข้างๆ ตัวอีกครั้ง จมูกพลันได้กลิ่นฮอร์โมนเพศชายที่แข็งแกร่งของเขาพุ่งโจมตีทันที เป็นกลิ่นอายที่คุ้นเคย เร่าร้อนและทรงพลัง ท่อนแขนที่ก่ายเกยตัวเธออยู่ทำให้คนยากที่จะไม่หวั่นไหวและขัดขืน ร่างกายอ่อนระทวยไปตามแรงโน้มถ่วงที่วาบหวามซ่านใจ
ใบหน้ายามหลับของเขาก็ดูอ่อนโยนขึ้นเยอะ ไม่ดุดันน่าหวาดผวาเหมือนกับตอนตื่น ดวงตาที่มักมองเธอด้วยความเย็นชาเป็นนิตย์ปิดสนิทจนเห็นขนตายาวเป็นแพ มันหนานุ่มแถมยังงอนกว่าผู้หญิงหลายคนเสียอีก ในมุมที่เธอมองอยู่เห็นเสี้ยวจมูกของเขาที่โด่งชัดเหมือนสันเขา ขับให้เขาหล่อเหลาลงตัวมาก ปากบางๆ ให้ความรู้สึกเซ็กซี่และผ่อนคลาย ไม่เหยียดตรงหรือเม้มแน่นในยามที่เขาโมโห
หญิงสาวยกมือขึ้นอยากจะลูบไล้ริมฝีปากบางคู่นี้เหลือเกิน อยากรู้ว่าทั้งๆ ที่มันดูนุ่มนวลอ่อนหวานน่าสัมผัส แต่ทำไมยามที่เขาจูบเธอ กลับเอาแต่สร้างความเจ็บปวดชอกช้ำให้แก่เธอทุกครั้งล่ะ...
ลัลล์นลินเผลอกัดริมฝีปากตัวเองอย่างแรงจนเข้าเนื้อ เมื่อรู้ตัวว่ากำลังคิดอะไรเพ้อเจ้อ เธอสูดหายใจลึกๆ สงบสติอารมณ์แล้วปิดตาลงอย่างรวดเร็ว
บอกตัวเองว่าถ้าไม่มอง หัวใจเธอก็จะไม่เต้นจนน่ารำคาญอีก
เธอเคลื่อนมือลงต่ำไปยังท่อนแขนที่หนักอึ้ง พยายามยกมันออกไปให้พ้นจากตัวเธอ ก่อนจะพลิกตัวลุกขึ้นออกไปจากห้องนี้ แต่ถูกท่อนแขนยาวพุ่งมารวบเอวเธอให้ล้มทับไปบนร่างแกร่งกำยำ เธอเงยหน้าเห็นเขานอนลืมตาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ ไม่แน่ใจว่าที่เขาตื่นเป็นเพราะเธอออกแรงมากเกินไปรึเปล่า
“รีบตื่นทำไม นอนต่ออีกหน่อยสิ”
ลัลล์นลินชะงักไปนิด สีหน้าของเจษณะไร้อารมณ์เหมือนทุกวันก็จริง แต่เสียงที่เอ่ยถามเจือแววอ่อนโยน ปลายนิ้วไล้ไปตามพวงแก้มเธอ ลูบเรื่อยมายังริมฝีปากอิ่มระเรื่ออย่างทะนุถนอม
หัวใจเธอเต้นแรงส่งเสียงดังตึกตักไม่หยุด เธอไม่ต้องการให้ตัวเองหวั่นไหว จึงเบี่ยงหน้าหลบพร้อมกับผลักฝ่ามือใหญ่ออกไปจากตัว แต่ไม่คิดว่าจะถูกเจษณะรัดแน่นขึ้นกว่าเดิม
“ฉันตื่นแล้ว” เธอแหวออกไปด้วยความโมโห
เจษณะลุกขึ้นนั่ง จับตัวเธอนั่งคร่อมอยู่บนตักเขา มือหนึ่งอ้อมหลังสอดเอวคอดกักขังไว้ในวงแขน อีกมือทาบกุมซีกหน้าเธอให้หันมาเผชิญหน้ากับเขา
“ยังเจ็บอยู่ไหม”
สายตาเขาเลื่อนไปยังแก้ม ไล้ปลายนิ้วเกลี่ยแผ่วเบาเพื่อสำรวจดูว่ายังมีอาการบวมหลงเหลืออยู่หรือไม่ ก่อนจะถอนหายใจโล่งอก เมื่อคืนก่อนนอนเขาหยิบยามาทาให้เธอกันระบม เช้านี้ใบหน้าของลัลล์นลินดูดีขึ้นเยอะ ไม่บวมแล้วแต่ยังเหลือรอยแดงอยู่บางๆ
ลัลล์นลินเม้มปากแน่น ไม่พูดก็ดีอยู่แล้ว เธอจะได้ทำใจให้โกรธเกลียดเขาง่ายขึ้น แต่พอเขาพูดปุ๊บ ความน้อยใจก็เอ่อล้นตีรวนอยู่เต็มอก มองเจษณะด้วยความสับสนงุนงง ไม่เข้าใจว่าเขาจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร ก็ตัวเขาเองไม่ใช่หรือที่ฝากรอยแผลนี้ไว้บนหน้าเธอ
หรือเขาคิดว่าเธอยังเจ็บไม่พอ เลยคิดจะเยาะเย้ยกัน?
ทว่าเจษณะกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เขายื่นหน้าเข้ามาจุ๊บแก้มข้างที่เจ็บของเธอเบาๆ พรมจูบมาจนถึงริมฝีปากที่มีรอยแตก แววตาของเขาแม้จะไม่อ่อนหวาน แต่ก็มีร่องรอยของความเสียใจอยู่บ้าง
“อย่าใช้ชีวิตของเธอเพื่อสาปแช่งคนอื่น มันไม่คุ้มกัน ชีวิตของเธอเป็นของฉัน”
คำพูดของเขาดุดัน หนักแน่นและมั่นคงเหมือนตีตราลงในหัวใจเธอ ทำให้เธออดสะท้านใจไม่ได้
ไม่!
ลัลล์นลินอยากเถียงกลับว่าเธอไม่ใช่ของเขา เธอจะไม่ใช้ชีวิตโง่งมเพื่อจมอยู่กับความเจ็บปวดอีกแล้ว ตอนนี้ชีวิตเธอเป็นของเธอ
มันเป็นของเธอ!
เธอจะทำอะไรก็ได้ตามใจตัวเอง จะไม่รับคำสั่งจากเขาอีกต่อไป…
แต่น่าเสียดายที่แม้แต่โอกาสจะอ้าปากเธอก็ยังไม่มี เจษณะมองตาเธอและเหมือนจะเห็นทุกอย่างทะลุปรุโปร่งไปถึงความคิดของเธอ เขาจึงตัดบทสั่งด้วยน้ำเสียงเผด็จการว่า
“ไปอาบน้ำ ฉันหิวแล้ว”
“แต่ฉันยังไม่หิว”
ความหมายก็คือถ้าเขาหิวก็ให้ลงไปคนเดียว เธอไม่ไป ไม่อยากจะนั่งปั้นหน้าร่วมโต๊ะกับพวกคนที่เธอไม่อยากเจอ
“งั้นเลือกมาว่าจะให้ฉันกินข้าวหรือกินเธอ” ดวงตาเฉียบคมมองลัลล์นลิน ไม่มีพื้นที่ให้ต่อรอง
เมื่อเธอยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมขยับ คนที่ความอดทนติดลบก็รุกคืบกระชากตัวเธอเข้ามาประชิดอกกว้าง สอดมือเข้าท้ายทอยแล้วประกบจูบแนบแน่นดุดันทันที เขากัดริมฝีปากของเธอแรงๆ อย่างลงโทษ เจ็บมากจนลัลล์นลินร้องเสียงหลง
“โอ๊ย!” หญิงสาวตาเบิกโตอย่างตะลึง ยกมือแตะริมฝีปากตัวเองที่เจ่อบวมขึ้นมาทันตา ยังดีที่เลือดไม่ออก
เธอมองเจษณะด้วยความโมโห เขายิ้มอ่อน แต่มีประกายแสงเยียบเย็นแวบผ่านดวงตาเขามาสู่เธอ ทำให้เธอขนลุก ตระหนักได้ว่าเธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เพราะถึงอย่างไรเขาก็มีวิธีเป็นร้อยเป็นพันที่จะบีบบังคับเธอให้ยอมทำตามจนได้
ลัลล์นลินจำต้องลุกขึ้นเดินกระแทกกระทั้นเข้าห้องน้ำอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในใจก็ได้แต่ด่าทอเขาอย่างเมามันว่า
เจษณะ... คุณมันน่ารำคาญ!
ท่ามกลางสายตาคมที่ฉายแววอ่อนโยน มีรอยยิ้มพอใจเผยบนมุมปากอยู่ลับๆ