6.มีพิรุธ
คอนโดฯ ไข่ตุ๋น
“โห…พี่มีที่จอดวีไอพีคอนโดฯ นี้ด้วยเหรอ” ฉันทำตาโตเมื่อพี่ปายพามาถึงคอนโดฯ แล้ว และที่ถามแบบนั้นก็เพราะเขาต้องรวยขนาดไหนถึงมีบัตรจอดรถวีพีของคอนโดฯ นี้ ได้ข่าวว่าถ้าไม่ใช่หุ้นส่วนก็เป็นวีไอพีไม่ได้
“รวยปะ” เขาหันมายักคิ้วหลิ่วตาใส่ฉันเหมือนโอ้อวดความรวยของตัวเอง ก็เลยพยักหน้าหงึกหงักตอบรับคำพูดเขา
“รวยมากกกกกก” ลากเสียงยาวเพื่อย้ำคำพูดตัวเอง “พี่เป็นหุ้นส่วนคอนโดฯ นี้เหรอ”
“อือ หุ้นมาจากไอ้ภีม ครอบครัวมันทำเกี่ยวกับโรงแรมและคอนโดฯ”
“โห เพิ่งรู้ โคตรรวยเลย” ก็รู้อยู่แล้วว่าพวกเขาน่ะรวย แต่ไม่คิดว่าจะรวยขนาดนี้
“ก็รวยจริง เลี้ยงไอ้เฉิ่มได้สบาย”
“ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะค้า” ว่าแล้วก็ทำตาปิ๊ง ๆ ใส่พี่ปายที่กำลังดับเครื่องยนต์ และเขาก็หัวเราะออกมาทันทีเพราะขำท่าทางฉัน
“อยู่เป็น” พูดยิ้ม ๆ แค่นั้นก็ลงจากรถไปเลย ฉันก็เลยลงตามบ้าง แต่ก็เดินตามคนร่างสูงเงียบ ๆ เพราะกลัวคนอื่นจะเข้าใจผิดว่าเราเข้าออกคอนโดฯ ด้วยกัน แม้จะไม่มีอะไรแอบแฝงก็เถอะ แต่ก็คิดเยอะไว้ก่อน
“ทำไมเดินช้า” แต่พี่ปายก็หยุดรอฉันอยู่ดี
“เดี๋ยวมีคนเห็นว่าเราเข้าคอนโดฯ พร้อมกัน”
“ไร้สาระ” แล้วมือหนาก็จับแขนฉันเบา ๆ ให้เดินนำหน้า “เผื่อถูกฉุดจะได้มองเห็น”
“ใครจะมาฉุดหนู”
“ใครจะไปรู้วะ ปากเถียงฉอด ๆ แบบนี้ อาจมีคนอยากฉุดไปตีก็ได้”
“โคตรไม่อ่อนโยน เปรียบเทียบว่าฉุดไปตีเนี่ยนะ” พี่ปายหัวเราะออกมาเสียงดังเมื่อได้ยินฉันว้ากกลับพร้อมกับหน้ายุ่ง ๆ ฉันตวัดตามองอย่างหมั่นไส้ก็กดเปิดลิฟต์ สองขาเดินเข้าลิฟต์ไม่รออีกคนที่กำลังทำหน้าอารมณ์ดี
“ไอ้เฉิ่มโกรธเลยเว้ย”
“ไม่คุยด้วยแล้ว” เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกก็เลยรีบเดินออกมา แต่แล้วก็ต้องหยุดเดินกะทันหันพร้อมกับตาเบิกกว้างอย่างตกใจเมื่อเห็นผู้ชายเดินออกมาจากห้องพี่ทับทิมเหมือนวันนั้น
“หยุดเดินทำไม เดินต่อดิ” พี่ปายที่ยังไม่พ้นทางเลี้ยวพูดขึ้น เห็นแบบนั้นก็เลยรีบหันหลังแล้วพูดกับเขาอย่างลนลาน
“นะ…หนูว่าหนูลืมกระเป๋าเงินไว้ในรถพี่ปายแน่เลย” เพียงเท่านั้นคิ้วเข้มก็ขมวดขึ้น
“ลืมตอนไหน ทำไมพี่ไม่เห็นเฉิ่มจับกระเป๋าเงิน”
“ไม่รู้สิ” เอาไงต่อวะ พูดอะไรต่อดี
“ลองหาดูดี ๆ ถ้าไม่เจอค่อยกลับไปหาในรถ” เขาพยักพเยิดไปที่กระเป๋าของฉัน ก็เลยต้องแกล้งเปิดกระเป๋าทำเป็นค้นซ้ายค้นขวา
“จะ…เจอแล้ว อยู่ในกระเป๋าหนูเอง” เมื่อเห็นผู้ชายคนนั้นเดินสวนออกไปก็เลยพูดขึ้น ซึ่งพี่ปายก็ไม่ได้สนใจหรอก เพราะตอนนี้เขากำลังสนใจฉันอยู่นั่นเอง
“นี่ไงที่บอกว่าเฉิ่ม” มือหนาวางลงบนหัวฉันแล้วโยกไปมา “ไปกลับห้องได้แล้ว จะได้นอนต่อ ตาจะปิดแล้วนั่น”
“อื้อ…” ขอโทษนะพี่ปาย แต่ถ้าพี่จะเห็นก็ช่วยเห็นตอนที่หนูไม่อยู่ด้วยได้ไหม ฉันไม่อยากอยู่ในสถานการณ์นั้น กลัวอดร้องไห้ไม่ได้
“พี่จะกลับละ มาส่งแค่นี้แหละ” เขาพูดขึ้นอีกครั้ง
“อ้าว ไหนว่าจะมาหาพี่ทับทิมไง จะถึงห้องอยู่แล้วเนี่ย”
“ทับทิมบอกไม่อยู่ห้อง” แล้วโทรศัพท์ที่อยู่ในมือพี่ปายก็ถูกสั่นไปสั่นมา ส่วนฉันก็ต้องหลุบตามองต่ำเมื่อได้ยินแบบนั้น โกหกชัด ๆ เลย เมื่อกี้ฉันยังเห็นพี่ทับทิมยืนกอดฟัดกับผู้ชายคนนั้นอยู่เลย
สงสารพี่ปายจัง…
“เล่นเอ็มวีเหรอเฉิ่ม เข้าห้องไปได้แล้ว” เขาพยักพเยิดไปที่ห้องฉันอีกครั้ง
“งั้นก็บ้ายบายนะ และขอบคุณที่มาส่ง” ยกมือไหว้อย่างงดงาม แน่นอนว่ามันเรียกรอยยิ้มของพี่ปายได้เป็นอย่างดี
“ไอ้เฉิ่มเอ้ย มันเขี้ยวว่ะ” ไม่พูดแค่ปาก นิ้วเรียวยังดีดลงที่หน้าผากฉันเต็มแรงอีกต่างหาก “ถ้าใครมาจีบเอามันมาให้พี่สแกนก่อนนะเว้ย ซื่อ ๆ แบบนี้โดนเขาหลอกตายพอดี”
โห่…ตัวเองไม่ซื่อยังโดนหลอกเลย แต่ไม่ได้พูดออกไปหรอก แค่บ่นในใจเท่านั้น
“ได้ ถ้าใครมาจีบหนู จะให้พี่ปายสแกนก่อนคนแรกเลย”
มหา’ ลัยชื่อดังย่านกรุงเทพ
“ฮาย…หลานรหัสสุดสวยของเจ๊” เสียงของเจ๊นัทที่เป็นย่ารหัสของฉันทักทายขึ้น และเพียงไม่นานผู้หญิงผมแดงกับผู้หญิงผมดำก็ทิ้งตัวนั่งลงข้างฉันกับเจน
“ทำไมหน้าชื่นบานจัง” ฉันถามย่ารหัสตัวเองด้วยความสงสัย
“นี่ ๆ เจ๊ปัดทินเดอร์แล้วได้ผู้ใหม่มาชื่อกัสเป็นรุ่นน้อง หล่อมากเลย” ว่าจบก็เปิดรูปให้ฉันดูหน้าผู้ตัวเอง ก็หล่อจริง ๆ นั่นแหละ สมคำเล่าอ้าง
“หาให้ไอ้ตุ๋นสักคนสิเจ๊ มันจะได้เลิกเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” เจนชะเง้อหน้าเข้ามาดูผู้เจ๊นัทอีกคน “ไม่หาให้เจ๊แป้งบ้างอะ เจ๊แป้งของหนูนั่งเฉาแล้วนั่น”
“ใครมันจะไปดี๊ด๊าเหมือนคนแถวนี้ล่ะ ได้ข่าวว่ามีเสี่ยเลี้ยง” เจ๊แป้งหรี่ตามองหลานรหัสตัวเอง ก็เพราะเจ๊สองคนเป็นเพื่อนกันนี่แหละ ฉันกับเจนก็เลยรู้จักกันผ่านเจ๊ ๆ และได้คบกันเป็นเพื่อน
“เสี่ยเลี้ยงอะไร ไม่ใช่สักหน่อย”
“แล้วยังไง” เจ๊นัทซักถามอีกคน ส่วนฉันที่อยู่แต่ในโลกจินตนาการก็ได้แต่นั่งฟังเงียบ ๆ เรื่องชาวบ้านชาวช่องไม่รู้หรอก ขนาดใครหล่อใครรวยก็ยังไม่รู้เลย
“เฟรนวิทเบเนฟิต แลกเปลี่ยนความพึงพอใจทางร่างกายกันเฉย ๆ” เจนยอมคลายความลับออกมา
“เจ๊ชักจะอายละ อยู่ปีสี่พรหมจรรย์ยังขึ้นหยากไย่อยู่เลย” เจ๊นัทบ่นพึมพำ “ว่าแต่ความสัมพันธ์แบบนี้มันเสี่ยงไม่ใช่เหรอ ห้ามเอาใจไปลงเล่นอะไรแบบนี้"
“ก็เสี่ยงแหละ ใครรู้สึกก่อนก็แพ้”
“น่ากลัวอะ กลัวรักแล้วไม่สมหวัง” เจ๊แป้งพูดขึ้นบ้าง ส่วนฉันก็ได้แต่เก็บข้อมูลที่ได้ฟังเข้าคลังความรู้ เพื่อที่จะเอาไปแต่งนิยาย
“ก็อย่าไปรักสิเจ๊ ง่าย ๆ นิดเดียว” เจนไหวไหล่เหมือนไม่แยแสอะไรจริง ๆ “ว่าแต่เจ๊อยากมีคนคุยปะล่ะ หนูติดต่อกลุ่มรุ่นน้องเฮียให้ อยู่ปีสี่นี่แหละ หล่อ ๆ ทั้งนั้น”
“โสดเหรอ?”
“โสดสิ เจ๊แป้งสนใจปะล่ะ”
“ไม่ดีกว่า ถามเฉย ๆ”
“โถ่ แล้วจะเสียดาย บอกเลยว่าหล่อทุกคน” เจนพูดยิ้ม ๆ แค่นั้นก็เบนสายตาขึ้นมองสูง และอยู่ดี ๆ อะไรบางอย่างก็แปะลงมาที่หัวฉัน
“ตายยากจริง”
“วันนี้สาวเยอะจัง” เสียงนี้ไม่ต้องสืบเลยว่าเป็นเสียงของใครถ้าไม่ใช่พี่คิน และแน่นอนว่าฉันเดาถูก เพราะเมื่อเขาพูดจบก็ทิ้งตัวนั่งลงข้างเจ๊นัททันที ตามด้วยพี่ปายนั่งลงข้างฉัน ส่วนพี่เดย์ก็นั่งข้างเจ๊แป้ง พี่ภีมกับพี่ได๋ไม่รู้หายไปไหน
“ไงเฉิ่ม” ได้ยินเสียงทักก็กลอกตาใส่พี่ปายอย่างเบื่อหน่าย “เป็นเด็กเป็นเล็กกลอกตาใส่ผู้ใหญ่”
“ก็ผู้ใหญ่ไม่น่าเคารพ”
“ไอ้ปายมึงเกรงใจหน้าดิบ ๆ กับรอยสักมึงบ้าง ทำตัวมุ้งมิ้งฉิบหาย” พี่คินบ่นขึ้นกระปอดกระแปดแล้วหันหน้าไปหาเจ๊นัท “ไงเธอ เราชื่อคินนะ”
“ม่อไม่เลิก” ส่วนนี่คือเสียงของพี่เดย์ที่พูดขึ้นอย่างเอือมระอา
“เราชื่อนัท มีคนคุยแล้วชื่อกัส” เพียงเท่านั้นทั้งวงก็ฮาครื้นทันทีที่เจ๊นัทช็อตฟีลพี่คินแบบนิ่ง ๆ แล้วเจ๊พูดด้วยสีหน้านิ่ง ๆ ด้วยนะ มันก็เลยทำให้ทุกคนชอบใจไง
“ยังไม่ทันจีบเลยกู”
“เจ๊นัทไม่โสดแล้ว แต่เจ๊แป้งกับไข่ตุ๋นโสดนะ” เจนย้ำสถานะของแต่ละคน ที่จริงน่าจะแนะนำแค่เจ๊แป้งนะ เพราะฉันทุกคนก็คงรู้หมดแล้ว
“ปล่อยให้น้องมันไปดีเถอะ” น้องที่ว่าก็คงไม่ใช่ใคร ถ้าไม่ใช่ฉันเอง “อีกอย่างไอ้ปายมันรับเป็นผู้ปกครองไข่ตุ๋นละ กูคงผ่านด่านพี่ชายไข่ตุ๋นไปไม่ได้หรอก”
“จริงจังเกิ้น” พี่เดย์พูดขึ้นบ้าง
“เออ ว่าแต่พี่ปายจะเข้าไปหาแฟนไหม เจนจะฝากไอ้ตุ๋นกลับคอนโดฯ ด้วย” ได้ยินแบบนั้นก็หันไปหาเพื่อนทันที
“แกจะไปไหน?”
“ความลับ…” เจนพูดสั้น ๆ ไม่ต้องขยายความมากก็รู้ว่ามันคืออะไร แล้วหันไปหาพี่ปายอีกครั้ง “ตกลงไปหาแฟนไหม?”
“เออ ๆ เดี๋ยวไปส่งให้ ไม่ต้องเอาแฟนมาอ้างก็ไปส่งได้” จากที่ครุ่นคิดสักพักก็พูดขึ้นพร้อมกับหันมามองฉัน “เดี๋ยวกลับกับพี่ก็ได้”
“พี่ว่าไข่ตุ๋นรีบไปจดทะเบียนเป็นน้องสาวมันเหอะ ไอ้นี่มันอยากมีน้องผู้หญิง ถ้าไข่ตุ๋นเป็นน้องจริง ๆ ของมันรวยเละเลยนะ”
“น่าสน พี่ปายรับหนูเป็นน้องปะ” ฉันรับมุกต่อจากพี่คินแล้วหันไปหาพี่ปายบ้าง “หนูพร้อมเป็นน้องสาวแล้ว”
“มีลงทะเบียนเด็กเฉิ่มปะวะ กูจะพาไอ้เฉิ่มไปลงทะเบียน” เขาพูดขึ้นยิ้ม ๆ
“ระวังน้า…แซวเพื่อนหนูมาก ๆ จะชอบคนเฉิ่ม ๆ จริง ๆ” เจนลอยหน้าลอยตาพูด แต่เมื่อคิดอะไรได้ก็พึมพำขึ้นมาอีกครั้ง “ลืมไป พี่ปายมีแฟนแล้วนี่หว่า จิ้นผิดคน”
“จิ้นไม่ขึ้นหรอก ขนาดเจ๊จิ้นไข่ตุ๋นกับปาล์มก็ยังไม่ขึ้นเลย แถมกลายเป็นเพื่อนสนิทกันอีก” ปาล์มที่ว่าก็คือน้องชายของเจ๊นัท ตอนนี้อยู่ปีหนึ่งคณะบริหารฯ เจ๊แกก็จิ้นฉันใส่น้องชายจริง ๆ นั่นแหละ ตอนแรกก็กะว่าจะลอง ๆ คุยดู แต่พอได้คุยจริง ๆ จัง ๆ ดันเหมาะเป็นเพื่อนกันมากกว่า ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่คุยเกินคำว่า ‘เพื่อน’ อีกเลย
“ฝนจะตกแล้วแยกย้ายเหอะ” พี่เดย์พูดขึ้นเมื่ออยู่ดี ๆ ลมก็พัดมาจากไหนก็ไม่รู้ แถมบรรยากาศยังอึมครึมเหมือนฝนจะตกจริง ๆ
“ไปเฉิ่มกลับห้อง พี่จะไปส่ง” ฉันเก็บของใส่กระเป๋าแล้วลุกขึ้นยืนตามแรงดึงของพี่ปาย เราบอกลากันง่าย ๆ แล้วแยกตัวออกมาเลยทันที
“พี่ปายจะไปหาพี่ทับทิมไหม ถ้าไม่ไปก็ไม่ต้องไปส่งหนูหรอก เดี๋ยวหนูกลับเองก็ได้” ด้วยความเกรงใจก็พูดขึ้น อีกอย่างเราก็ไม่ได้เป็นอะไรกันเหมือนที่คนอื่นเขาแซว จะให้เขาไปส่งบ่อย ๆ ก็รู้สึกไม่ดี
“ทับทิมกลับต่างจังหวัด แต่เดี๋ยวพี่ไปส่ง” แค่พูดไม่พอยังพาดแขนมาที่ไหล่ฉันอีก “ไม่ต้องเกรงใจ เดี๋ยวมีงานให้ทำ”
“งาน?” ทำไมน้ำเสียงฟังดูเครียด ๆ
“ยังไม่บอก” เขาพูดแค่นั้นก็ดันฉันไปที่รถซูเปอร์คาร์คันหรูที่จอดอยู่ต่อหน้า “เปิดเองเป็นแล้วนะ”
“เปิดได้” ว่าจบก็เข้าไปนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถพี่ปายอีกครั้ง และหันไปพูดกับเขาต่อเมื่อเห็นเจ้าของรถเข้ามาประจำที่คนขับแล้ว “ไม่กลัวพี่ทับทิมคิดมากเหรอ หนูว่าพี่ไม่ต้องทำดีกับหนูมากก็ได้”
“ทับทิมไม่คิดมากหรอก อีกอย่างเราก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหาย” เขาพูดขึ้นนิ่ง ๆ พร้อมกับพาขับรถออกจากรั้วมหา’ ลัยทันที
“ถึงจะไม่เสียหายแต่ผู้หญิงก็คิดนะพี่” ถึงฉันจะไม่เคยมีแฟนแต่ก็เข้าใจความรู้สึกนั้นดี นี่นักเขียนนิยายนะ ต้องรู้จักอารมณ์ของตัวละครดีอยู่แล้ว และตัวละครก็เหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ
“คิดมากน่า”
“พี่คิดน้อยไปต่างหาก”
“ก็จริง พี่ไม่ได้คิดอะไร ก็คงจะคิดน้อยจริง ๆ” น้ำเสียงของพี่ปายไม่มีความกังวลอะไรอยู่ในนั้นเลย มีแต่ฉันนี่แหละที่กำลังกังวลอยู่คนเดียว
กลัวว่าวันหนึ่งจะถูกกล่าวหาว่าเป็นมือที่สามของใคร
“ไอ้เฉิ่มทำหน้าเครียดเลยเว้ย” แล้วมือหนาก็วางแปะลงมาที่หัวพร้อมกับโยกไปมาแผ่วเบา “ไม่ต้องคิดมากหรอก พี่กับทับทิมเหมือนแฟนกันก็จริง แต่ก็เป็นได้แค่เหมือน”
“ทำไมล่ะ?” หันไปมองหน้าเขาด้วยความสงสัย
“ไม่รู้ว่ะ พี่พร้อมชัดเจน แต่ทับทิมเหมือนติดอะไรอยู่ก็ไม่รู้”
“เพราะพี่ทำตัวแบบนี้หรือเปล่า พี่ทับทิมก็เลยไม่วางใจพี่” ทำตัวแบบที่ชอบเฟรนลี่กับผู้หญิงไปทั่ว และทำตัวเหมือนที่เขาทำกับฉัน ถ้าฉันเป็นพี่ทับทิม ฉันก็ไม่โอเคนะ
“ไม่ใช่หรอก พี่เพิ่งหยอกเฉิ่มเป็นคนแรก” พี่ปายส่ายหน้าไปมา “ที่ผ่าน ๆ มาก็แค่บ่นว่าอยากมีน้องเฉย ๆ แต่ก็ไม่ได้หยอกอะไรแบบนี้”
“งั้นเป็นเพราะอะไรล่ะ พี่ทับทิมถึงไม่ยอมเปิดใจ” ฉันครุ่นคิดช่วยพี่ปาย “หรือเป็นเพราะพี่ทรงแบดหรือเปล่า”
“ไม่น่าจะใช่ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นก็คงไม่คิดที่จะคุยกับพี่ตั้งแต่ทีแรก”
“จะว่าไปแล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าพี่จะรักเดียวใจเดียวขนาดนี้ ทรงไม่ให้เลยอะ” จริงนะ พี่ปายเป็นผู้ชายทรงเถื่อนมาก ถึงแม้เขาจะไม่ได้เก็บทรง พูดน้อย หรือเย็นชาอะไร แต่ลักษณะท่าทางของเขามันให้อะ ยิ่งมีรอยสักตามตัวยิ่งเพิ่มความเถื่อนเข้าไปอีก แต่นิสัยดันแตกต่างชัดเจน
เขาดูเป็นผู้ชายใจดี อบอุ่น พร้อมดูแลและช่วยเหลือ เป็นผู้ชายทรงนั้นจริง ๆ
“มองคนแค่ภายนอกเหรอเฉิ่ม”
“ใช่ ยิ่งคนหล่อยิ่งชอบมอง”
“มองชัดเลยดิ สี่ตาขนาดนี้” แล้วมือหนาก็ยื่นมาลูบหน้ากัน และฉันจะไม่อะไรเลยถ้ามือเขาไม่ปัดผ่านปากฉันไป
“พี่ฉี่มาแล้วล้างมือยังเนี่ย เอามาลูบหน้าคนอื่นแบบนี้ได้ไง”
“ของดีไม่ต้องรังเกียจหรอกน่า” เขาพูดขึ้นยิ้ม ๆ เหมือนกำลังเอ็นดูฉัน ไม่เท่านั้นยังบีบจมูกกันอีกต่างหาก
“เจ็บ!!” ปัดมือเขาออกพัลวัน
“รู้ไหมทำพี่ถึงแกล้ง”
“ทำไม?” รีบหันไปถามด้วยความอยากรู้
“เฉิ่มไง เลยอยากแกล้ง” หาสาระไม่ได้!!
“หนูต้องดีใจใช่ไหม?” นึกว่าจะเป็นเพราะความน่ารัก น่าเอ็นดูอะไรแบบนี้ซะอีก =_=
“เออสิ นี่อวยยศให้เลยนะเนี่ย”
“ขอบพระคุณอย่างสูงค่า” ไม่ลืมที่จะไหว้ประชดงาม ๆ หนึ่งที เพียงเท่านั้นพี่ปายก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
“ไอ้เฉิ่มเอ้ย!!”