ไร่ศิริพัฒน์ เป็นอาณาจักรของ ‘กรกฤษ ศิริพัฒน์’ ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ไร่องุ่นที่ใหญ่ที่สุดในกาญจนบุรีเท่านั้น แต่ยังเป็นทั้งรีสอร์ตติดริมน้ำ และเป็นโรงบ่มไวน์ที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆ ในประเทศไทย เรียกได้ว่ากรกฤษได้วางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับครอบครัวของเขาอย่างดีเยี่ยม โดยมี ‘กนกจันทร์’ ผู้เป็นภรรยา คอยอยู่เคียงข้างตั้งแต่วันแรกที่เขาเริ่มต้นทำไร่แห่งนี้ และแน่นอนว่าธุรกิจในมือของเขาจะตกเป็นของใครไม่ได้นอกจากลูกชายเพียงคนเดียวอย่างสีหราช
“เป็นไงบ้างหนูปิ่น เรียนจบแล้วรู้สึกโล่งไหม” กรกฤษเอ่ยถามขึ้นบนโต๊ะอาหาร ที่เวลานี้ทั้งครอบครัวเขาและครอบครัวของสาวน้อยตรงหน้าต่างมาร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน
“โล่งมากค่ะคุณลุง ปิ่นไม่อยากเชื่อเลยนะคะว่าเวลาจะผ่านไปเร็วขนาดนี้ แป๊บๆ ก็สี่ปีแล้ว” ปาลิกาพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงตามแบบฉบับที่เธอเป็นเสมอมา
“ใช่จ้ะ เวลาผ่านไปเร็วจนป้าตามไม่ทันแล้วเหมือนกัน ไม่เจอกันแป๊บเดียวหนูปิ่นดูเป็นสาวขึ้นเยอะเลยนะ” กนกจันทร์มองหน้าว่าที่ลูกสะใภ้อย่างชื่นชม เพราะปาลิกาไม่ได้ดูเป็นสาวอย่างเดียว แต่เธอยังเป็นสาวสวยมากคนหนึ่งเลยทีเดียว
“ขอบคุณค่ะคุณป้า” ปาลิกายิ้มด้วยความเก้อเขินออกมา
“อย่าไปชมมากเลยครับนายหญิง เดี๋ยวยัยปิ่นจะลอยเอา ยิ่งช่วงนี้มีคนชวนไปทำงานในวงการอยู่ ผมละกลัวว่าลูกจะโดนหลอกเหลือเกิน” ‘ประพันธ์’ ผู้เป็นพ่อของปาลิกาที่ฟังอยู่นานพูดขึ้นด้วยความกังวลใจ
“พ่อ…ปิ่นไม่โดนหลอกง่ายๆ หรอกน่า” ปาลิกาหันไปบอกผู้เป็นพ่อ
“หืม…นี่หนูปิ่นมีคนชวนเข้าวงการด้วยเหรอ” กรกฤษเอ่ยถามด้วยความสนใจ
“แหม ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกค่ะคุณ หนูปิ่นสวยขนาดนี้ จริงไหมตาสิงห์” กนกจันทร์หันไปถามลูกชายอย่างดูท่าที
สีหราชมองสบตาหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้าม เขามองเธออย่างพินิจพิเคราะห์ตั้งแต่ใบหน้าเรียว ผิวแก้มที่สดใสราวกับลูกพีชสุก ไล่ลงไปที่ลำคอระหง และมาหยุดอยู่ที่บริเวณหน้าอกของเธออย่างจาบจ้วงราวกับว่าเขากำลังประเมินค่าสิ่งของก็ไม่ปาน คนถูกมองอดไม่ได้ที่จะหน้าแดงกับสายตาที่มองมา มันเหมือนกับว่าเขากำลังจะปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเธอก็ไม่ปาน
ไร้ซึ่งคำตอบ…สีหราชหันไปสนใจอาหารต่ออย่างไม่สนใจประเด็นบนโต๊ะอาหารจนปาลิกาและประพันธ์หน้าชาไปพร้อมๆ กัน สีหราชเป็นอย่างไรก็ยังคงเป็นอย่างนั้น และที่สำคัญเขายังแสดงออกอย่างชัดเจนเสมอมาว่าไม่คิดสนใจปาลิกาแม้แต่น้อย
“เอ่อ ว่าแต่หนูปิ่นอยากทำงานในวงการไหมล่ะลูก” กนกจันทร์รีบหันไปสนใจปาลิกาในทันที
“จริงๆ ปิ่นว่ามันก็คือโอกาสนะคะ แต่คงต้องดูอะไรหลายๆ อย่างก่อน” อะไรหลายๆ อย่างที่หญิงสาวหมายถึงก็หนีไม่พ้นเรื่องแต่งงานระหว่างเธอกับชายหนุ่มนั่นเอง
“จริงๆ ลุงก็ไม่อยากขัดโอกาสของหนูปิ่นหรอกนะ แต่อีกไม่นานหนูก็ต้องแต่งงานกับตาสิงห์แล้ว แบบนี้จะไม่เป็นปัญหาเหรอลูก” กรกฤษเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล
“เอ่อ จริงๆ แล้วนายกฤษว่าไง ผมกับลูกก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ แค่นายกฤษ นายหญิง และนายสิงห์เมตตาลูกสาวผม ผมก็ดีใจมากๆ แล้วครับ” ประพันธ์พูดขึ้นด้วยความเกรงใจ
“อย่าพูดแบบนั้นสิ นายเองก็มีบุญคุณกับครอบครัวฉันเหมือนกัน แต่เราพูดเรื่องนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะไหนๆ หนูปิ่นก็เรียนจบแล้ว” กรกฤษเริ่มหันไปมองลูกชายหัวแข็งของตัวเองที่เอาแต่นั่งกินอาหารอย่างไร้มารยาท
“ว่าไงสิงห์” คนเป็นพ่อเอ่ยเรียกลูกชายเสียงเข้ม
“ครับ…” สีหราชสบตาผู้เป็นพ่อด้วยสายตาจริงจัง
“หนูปิ่นก็เรียบจบแล้ว พ่ออยากให้แกกับน้องแต่งงานกัน เพราะตั้งแต่วันนั้นเรื่องมันก็ผ่านมานานมากแล้ว พ่อไม่อยากให้ใครนินทาหนูปิ่นเสียๆ หายๆ” กรกฤษพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“ทุกวันนี้ผมก็ไม่เห็นมีใครจะพูดอะไรนี่ครับ” สีหราชพูดออกมาด้วยความเฉยชา และเป็นเช่นนั้นจริง เพราะไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเอ่ยชื่อหญิงสาว เพียงเพราะรู้ว่าเธอคือผู้หญิงของสีหราช
“ไม่มีใครพูดให้ได้ยิน แต่ก็ใช่ว่าพวกมันไม่พูดกันนะลูก” กนกจันทร์พูดกับผู้เป็นลูกด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ
“ปิ่นอยากแต่งงานกับผมเหรอ…” สีหราชพูดขึ้น ก่อนจะหันไปสบตาหญิงสาว
“เอ่อ…” แม้จะเตรียมมาพูดกับผู้ใหญ่ตรงๆ แล้วว่าเธอขอยกเลิกการแต่งงาน แต่พอเจอสถานการณ์ตรงหน้าและสายตาชายหนุ่มที่มองมากลับทำให้หญิงสาวพูดไม่ออกเสียอย่างนั้น
“หนูปิ่นเขาไม่ดื้อดึงเหมือนแกหรอกสิงห์ พ่อคิดว่าเราคุยเรื่องนี้กันรู้เรื่องแล้วนะ” กรกฤษพูดด้วยความไม่พอใจ ที่ผ่านมาเจ้าลูกชายจะไปยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคนไหนเขาไม่สนใจ แต่เมื่อไหร่ที่ต้องแต่งงานกับปาลิกาเท่ากับว่าสีหราชต้องหยุดและเข้าพิธีแต่งงานแต่โดยดี
“ฉันถามว่าเธออยากแต่งงานกับฉันเหรอ” ราวกับว่าเสียงของประมุขอย่างกรกฤษเป็นแค่เสียงลมพัดผ่าน สีหราชจ้องปาลิกาอย่างไม่วางตา
“คือปิ่น…ปิ่นคิดว่าการแต่งงานต้องเป็นเรื่องของความรักค่ะ และเราสองคนไม่ได้รักกัน” ปาลิกากลั้นใจพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดออกมา ก่อนจะมองผู้เป็นพ่อด้วยสายตาจริงจัง
“ปิ่น…” ประพันธ์เองแม้จะรู้ว่าการที่ลูกสาวได้ลงเอยกับสีหราชเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุด แต่หากลูกสาวไม่เต็มใจเขาเองก็ไม่บังคับ
“แปลว่าหนูปิ่นเองก็ไม่ได้คิดรังเกียจถ้าจะลองเปิดใจให้ตาสิงห์”
“พ่อ!” สีหราชมองหน้าผู้เป็นพ่ออย่างไม่เข้าใจ ในเมื่อปาลิกาและเขาพูดขนาดนี้แล้วผู้เป็นพ่อยังหาทางจนได้
“จริงๆ แล้วปิ่นว่า…”
“แม่ว่าก็ดีนะ จริงๆ แล้วทั้งสองคนยังไม่ได้ลองคบหากันดูเลย ตอนนั้นที่เจอกันหนูปิ่นก็เด็กมาก ตอนนี้เรียนจบแล้วแม่ว่าสิงห์กับหนูปิ่นลองเปิดใจคบหากันก่อนแต่งก็ดีเหมือนกันนะลูก” กนกจันทร์ใช้ไม้อ่อน พร้อมกับจับแขนลูกชายเอาไว้ให้ใจเย็นลง
“นายพันธ์ว่าไง…” กรกฤษหันไปมองประพันธ์
“นายทั้งสองว่าไงผมก็ว่างั้นแหละครับ และถ้าปิ่นตกลงผมก็ไม่ติดอะไร” ประพันธ์ยิ้มน้อยๆ มองลูกสาวด้วยความเป็นห่วง
“คือปิ่น…”
“ก่อนจะให้คบกัน ลองถามหน่อยไหมครับว่าว่าที่ลูกสะใภ้ของพ่อกับแม่มีแฟนหรือยัง ไปอยู่กรุงเทพฯ นานขนาดนั้นพรุนแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้” สีหราชพูดออกมาก่อนจะเหยียดยิ้ม
“สิงห์! ขอโทษหนูปิ่นเดี๋ยวนี้” กรกฤษไม่อยากเชื่อว่าลูกชายของตัวเองจะปากร้ายต่อว่าหญิงสาวได้ขนาดนี้
“หึ” สีหราชไม่สนใจ และเดินออกจากโต๊ะอาหารด้วยความไม่สบอารมณ์ทันที
“ป้าขอโทษแทนตาสิงห์ด้วยนะลูก พี่เขาไม่ได้ตั้งใจ” กนกจันทร์พูดด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก
“ไม่เป็นไรค่ะ ปิ่นเข้าใจว่าคุณสิงห์คงไม่อยากแต่งงานกับปิ่นจริงๆ” การกระทำของชายหนุ่มมีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น คือเขาอยากจะยกเลิกงานแต่ง และเขาก็ไม่ได้ชอบหรือรักเธอ
“ไม่ได้ ฉันขอพูดเป็นครั้งสุดท้ายว่ายังไงงานแต่งก็จะต้องเกิดขึ้น ไม่ว่าใครก็ขัดคำสั่งไม่ได้ทั้งนั้น” กรกฤษพูดด้วยความโมโห สุดท้ายเจ้าลูกชายหัวแข็งก็ทำเขาฟิวส์ขาดจนได้
“ใจเย็นๆ ก่อนนะคะคุณ”
“ผมขอตัวก่อน” กรกฤษลุกขึ้นพรวดออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะเขาไม่สามารถคุมอารมณ์ตัวเองได้อีกต่อไป!