แต่ความหวังก็เป็นอันพังลง เมื่อหญิงสาวพบเสื้อผ้าชุดเก่าของตัวเองนอนนิ่งอยู่ในถังขยะ สภาพของมันทั้งสกปรกเลอะเทอะและขาดวิ่น เหมือนหลักฐานสำคัญของคดีถูกข่มขืนมาก็ไม่ปาน เธอจะกลับออกไปอย่างไร ก้มมองดูสภาพตัวเองแล้วหมดหวัง เธอจัดแจงอาบน้ำและถือวิสาสะหยิบเสื้อตัวใหม่ของเขามาสวม ระหว่างกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ บานประตูก็ถูกเปิดออกกว้างจากคนด้านนอก หญิงสาวเด้งตัวลุกขึ้นยืน ทว่าแสงแดดสะท้อนจากหน้าระเบียง ทำให้คนที่เพิ่งเข้ามาถึงกับลอบกลืนน้ำลาย เพราะมันทำให้เห็นได้ชัดว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ได้สวมใส่อะไรข้างในสักชิ้น
“ของเธอ”
เขายื่นถุงกระดาษให้หลายใบ พลันหันสายตามองไปทางอื่น สภาพของเธอตอนนี้หากเขาจะยังหื่นใส่คงก็ไม่ใช่มนุษย์
“ขอบคุณค่ะ”
เธอรับมาเปิดแล้วก็ยิ้มออกเมื่อเป็นไปอย่างที่คิดไว้ ในนั้นมีเสื้อผ้าหลากหลายชุด และที่ทำให้ปาลินหน้าแดงปลั่งลามไปทั้งตัวก็ชุดชั้นในหลากสีที่อยู่อีกในถุงหนึ่ง เธอหายเข้าไปในห้องนอนใส่เสื้อผ้าที่เขาซื้อมาให้ เสื้อยืดผ้านิ่มติดยี่ห้อหรูของห้างดังถูกหยิบมาใส่อย่างเสียดายเมื่อรู้ราคาของมัน แม้เธอไม่ใช่คนขี้เหนียว แต่ก็ไม่เคยซื้อเสื้อผ้ายี่ห้อนี้ใส่ปกติก็เธอก็ใช้แบรนด์ระดับกลางทั่วไป กางเกงขาสั้นสีชมพูอ่อนเข้าชุดกับเสื้อที่ถูกหยิบมาใส่ก่อนหน้า ช่างเหมาะเจาะลงตัวพอดี ขับผิวขาวลออให้ผ่องน่ามอง
“ขอบคุณนะคะสำหรับเสื้อผ้า” เธอเดินออกมาจากด้านในหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา ชลธรแค่พยักหน้าแล้วหันไปสนใจกับแท็บเล็ตในมือต่อ
“คุณชลคะ” เธอเรียกเขา เมื่อความเงียบเข้าครอบคลุม
ชลธรละสายตาจากของในมือแล้วสบตากับหญิงสาว ใบหน้าสดชื่นขึ้นกว่าเมื่อคืน รอยฟกช้ำบนใบหน้าที่เขาส่งภาพไปปรึกษาเพื่อนสนิทที่เป็นหมอ ก็คาดว่าน่าจะใช้เวลาสี่ถึงห้าวันรอยพวกนั้นก็คงจางหาย
“มีอะไร” น้ำเสียงสุขุมไม่ได้ดุดันเหมือนทุกครั้ง
“เอ่อ... ปาจะลากลับห้องพักน่ะค่ะ ส่วนเรื่องเสื้อผ้าพวกนี้ ปาจะคืนเงินให้นะคะ”
เธอก้มมองมือที่ประสานกันอยู่ด้านหน้าอย่างประหม่า คาดหวังจะได้รับคำตอบที่พอใจกันทั้งสองฝ่าย แต่เปล่าเลย... สิบวินาทีก็แล้ว ยี่สิบวินาทีก็แล้ว ทุกอย่างยังคงเงียบงัน จนเธอต้องเงยหน้าขึ้นและพบว่าเขามองอยู่ก่อนแล้ว
“จะกลับในสภาพนี้” คนถูกถามรีบพยักหน้ารัวเร็ว
“คนเขาก็คิดกันน่ะสิว่าเธอถูกข่มขืนมา ทั้งที่ความเป็นจริงเธอสมยอมเอง”
หญิงสาวกัดริมฝีปากตัวเอง ทั้งอายทั้งโกรธที่เขายังหยิบยกเอาเรื่องนี้มาพูดอีก ทั้งที่มันควรจะจบไปได้แล้ว
“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
“แต่ฉันเป็นไร คิดดูสิว่าฉันเป็นใคร แล้วเธอลงไปเพื่อเจอผู้คนที่ด้านล่างเขาจะมองฉันยังไง อีกทั้งถ้าเกิดเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของคู่แข่งฉันล่ะ ฉันไม่โดนเล่นงานยับเหรอ”
“ปาจะไม่บอกใครว่าปาออกมาจากห้องคุณ หรือถ้าเขารู้... ปาก็จะบอกความจริงกับพวกเขาไปค่ะว่าปาไปเจออะไรมา แล้วคุณชลก็ช่วยปาเอาไว้” เธอเห็นเพียงรอยยิ้มหยันที่มุมปากหยักลึกนั่น มือบางเปลี่ยนเป็นรวบกำเข้าหากัน
“เธอนี่มัน...” เขาเว้นคำที่อยากจะพูดเอาไว้
“จะว่าปาโง่ใช่ไหมคะ”
“หรือไม่จริง”
เธอคิดไว้ไม่มีผิด เพราะไม่ใช่เขาคนเดียวหรอกที่บอกว่าเธอโง่ เพื่อนสนิทอย่างณิชชยาและอดีตเพื่อนสนิทอย่างตีรณาก็ยังเคยบอก บางครั้งความซื่อกับความโง่คือเส้นกั้นบาง ๆ
“อยู่ที่นี่จนกว่าจะหาย ถ้าขัดคำสั่งฉันละน่าดู”
เขาได้พูดเปล่า ยังวางอุปกรณ์ในมือแล้วยืนขึ้นเต็มความสูง เธอเพิ่งรู้ว่าความภาคภูมิใจกับส่วนสูงหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตรมันอยู่แค่ระดับไหล่ของเขาเท่านั้น
“ปาไม่อยากเป็นภาระของคุณ แค่คุณช่วยปาไว้ก็ขอบคุณมากแล้วค่ะ”
“อยู่ต่อไปอีกสี่ห้าวันไม่ตายหรอก ไม่ต้องเข้าดราม่า... ฉันไม่ชอบ” เขากำลังจะก้าวออกไปจากบริเวณนั้น แต่ปาลินมีหรือจะยอม เธอกับเขาไม่ได้เป็นอะไรกัน
“คุณชลคะ เรื่องของเรา...”
ชลธรหยุดชะงักแล้วเผลอยกยิ้ม เมื่อคิดว่าในที่สุดเธอก็เผยความต้องการของตัวเองออกมาจนได้ ดีเหมือนกัน...เขาก็จะได้รู้ข้อเรียกร้องสักที ถ้าเขาให้ได้ก็จะให้ ทุกอย่างจะได้จบกันไป
“... ให้มันจบลงแค่นี้นะคะ”
ถ้อยประโยคถัดมาของหญิงสาว ทำเอาคนร่างใหญ่ถึงกับขบกรามแน่นจนขึ้นเป็นสันนูน ทว่าเธอไม่รู้เพราะมองจากด้านหลัง จึงไม่เห็นใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธ
ผู้หญิงคนนี้มีสิทธิ์อะไรทำกับเขาอย่างนี้ หัวคิ้วย่นเข้าหากันเมื่อนึกถึงประโยค
‘ได้แล้วทิ้ง’
ประโยคตัดความสัมพันธ์แบบนั้น เขาต้องเป็นคนพูดเท่านั้น
“เธอพูดว่าอะไรนะ” เขาหันกับมาเผชิญใบหน้าซีดเซียว ที่เมื่อสบตากันเท้าเล็ก ๆ ถึงกับถอยร่อนไปสองสามก้าว
“ก็... ก็เรื่องคืนนั้น ขอให้มันจบลงแค่นี้ยังไงล่ะคะ” เธอ งุนงงในสายตาของเขาที่มองมาอย่างเอาเรื่อง หรือเธอพูดอะไรผิดไป
“เธอต้องการอะไรกันแน่”
“ไม่ค่ะ ปาไม่เคยอยากได้อะไร”