“มิสเตอร์แมคไกวร์มาเหรอคะคุณหญิง” หญิงสาวถามเสียงอ่อน พยายามนอบน้อมเพื่อไม่ให้คุณหญิงการะเกดโมโห
“ก็ใช่น่ะสิ” คุณหญิงการะเกดตอบเสียงสะบัด อดไม่ได้ที่จะใช้นิ้วจิ้มลงบนขมับอีกฝ่ายแรงๆ “แกนะแก ใช้อะไรก็ไม่เคยได้เรื่อง ถ้าเขาไม่
ตกลงแล้วบ้านกับสมบัติทุกอย่างถูกยึดไปหมด แกจำเอาไว้เชียวนะว่าเป็นเพราะแกคนเดียวที่ทำให้ทุกๆ คนไม่มีที่ซุกหัวนอน!” หล่อนโทษการะบุหนิงเสียงเกรี้ยวกราด ทำให้คนโดนด่าหน้าซีดเผือด ไม่รู้ว่าเรื่องเหล่านี้กลายมาเป็นความผิดของหล่อนไปได้อย่างไร
“คุณหญิงคะ”
“เข้าไปได้แล้ว” หล่อนผลักการะบุหนิงไปทางประตูห้องรับแขกที่ปิดสนิทเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะเอ่ยปากเถียง “ถ้าแกทำให้เขาเปลี่ยนใจยอมรับแกไม่สำเร็จ ฉันจะทำให้แกรู้เลยว่านรกจริงๆ มันเป็นยังไงดอกแก้ว!” ตอนท้ายมิวายขู่หญิงสาว ทำให้การะบุหนิงนึกกลัว ไม่อยากคิดถึงวิธีทำโทษของคุณหญิงการะเกดที่ชอบใช้กับหล่อนเท่าใดนัก รับรู้ได้ถึงรสชาติความเจ็บปวดเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี
กษิดิษย์ที่ขอตัวออกมาตามคนทั้งคู่เพราะเห็นว่าชักจะนานเกิน
ไปจึงออกมาทันได้ยินประโยคสุดท้ายของผู้เป็นภรรยาพอดี เขาอดไม่ได้ที่จะสงสารการะบุหนิงจึงเอ่ยกับคุณหญิงการะเกดเสียงอ่อนเพราะอย่างไรก็อดไม่ได้ที่จะเกรงใจผู้เป็นภรรยาอยู่ดี
“คุณหญิง...อย่าทำอย่างนี้เลย ผมว่าถ้าเขาไม่รับดอกแก้วเราก็ย้ายออกไปก็ได้”
“ไม่” คุณหญิงการะเกดสวนขึ้นมาทันควัน ก่อนจะย้ำอีกครั้ง “ไม่มีทาง อย่ามาคิดเข้าข้างมันตอนนี้นะคุณดิษย์” หล่อนมองหน้าสามีเกรี้ยวกราด ไม่ได้นึกเห็นใจฝ่ายใดทั้งสิ้น ตอนนี้ในสมองหล่อนมีแต่ความคิดที่จะไม่ทำให้หล่อนและลูกลำบากเท่านั้น
การะบุหนิงเห็นแววตาสงสารของบิดาที่มีต่อหล่อนก็รู้สึกตื้อในลำคอ แม้จะอยากรับความรู้สึกนั้นของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่สนิทใจอยู่ดี แต่ไหนแต่ไรมากษิดิษย์เองก็ไม่ได้ไยดีหล่อนอยู่แล้ว
“แก้วไม่เป็นอะไรค่ะคุณพ่อ” หญิงสาวปฏิเสธความสงสารจากอีกฝ่าย “แก้วจะทำให้ได้ค่ะ”
“แก้ว...ถ้าไม่ชอบอย่าฝืนใจนะลูก” เขาบอกลูกสาวที่ไม่เคยเหลียวแลด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม้คุณหญิงการะเกดจะปรายตามองด้วยสายตาไม่พอใจ ทว่าครั้งนี้หล่อนไม่พูดอะไรขัดขวางสองพ่อลูกนอกจากเมินหน้าหนีไม่อยากสนใจเท่านั้น
“ไม่เป็นไรค่ะ แก้วไม่ได้ฝืนใจอะไรเลย”
ทว่าเมื่อเห็นทั้งคู่เอาแต่ผลัดกันพูดไปมาเช่นนี้ หล่อนก็อดไม่ได้อยู่ดีที่จะกระแนะกระแหนลูกเลี้ยงสาว ไม่สนใจสายตาของสามีที่มองมาอย่างขอความเห็นใจ
“ไม่ฝืนใจก็เข้าไปซะทีสิ มิสเตอร์แมคไกวร์รออยู่”
“ค่ะ”
การะบุหนิงได้แต่รับคำ ก่อนจะก้าวเข้าไปเปิดประตูห้องรับแขกนั้น แล้วค่อยๆ ปิดประตูตามหลังลงช้าๆ
เมื่อก้าวเข้ามาภายในห้อง การะบุหนิงก็เห็นคีธ แมคไกวร์นั่งรอหล่อนอยู่แล้ว หล่อนกวาดตามองไปรอบห้องก็เห็นว่าที่มุมห้องนั้น มีร่างสูงใหญ่ของแมทธิวผู้ซึ่งหล่อนพบเขาในงานเลี้ยงเมื่อวานนี้ยืนอยู่ เขาทำตัวเงียบกริบหลบอยู่มุมห้องราวกับไร้ตัวตน
คีธจ้องมองหล่อนตั้งแต่หญิงสาวหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูจนค่อยๆ เดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าเขาด้วยสายตาคมกริบ มีแววของการพินิจและวิเคราะห์อยู่ในดวงตาสีเทาของเขา
“นั่งลงสิ...การะบุหนิง” ชายหนุ่มพูดขึ้น เมื่อหล่อนหยุดยืนตรง
หน้าแต่ไม่นั่งลงเสียที เมื่อเห็นหญิงสาวนั่งเรียบร้อยแล้ว เขาก็พูดขึ้นเป็นภาษาไทยชัดเจน ขัดกับหน้าตาที่บ่งบอกเค้าของสายเลือดตะวันตกในตัวของเขานัก “เอาล่ะ ฉันจะขอเรียกเธอว่าดอกแก้วได้หรือเปล่า”
แม้จะแปลกใจนิดหน่อย แต่หล่อนก็พอจะเห็นใจเขาอยู่บ้างว่าชื่อการะบุหนิงนั้นคงจะเรียกยากสำหรับเขาจริงๆ จึงพยักหน้ารับอย่างง่ายดาย
“ค่ะ”
พอเห็นหล่อนจ้องมองตนตรงๆ ราวกับจะรอคอยว่าเขาจะพูดอะไร คีธที่จ้องมองหล่อนอยู่แล้วจึงเริ่มถามหญิงสาวอีกครั้ง เป็นคำถามที่เขาพอจะรู้คำตอบทุกอย่างดีอยู่แล้ว ทว่าก็ยังอยากได้ยินจากปากของหล่อนเองมากกว่า เพราะคีธเชื่อว่าในสายตาของเขา ยากนักที่จะมีคนพูดโกหกต่อหน้าเขาได้
“เอาล่ะดอกแก้ว เธอบอกฉันมาตามตรงได้ไหม เธอเป็นใคร?”
ทว่าคำถามของเขาทำให้หญิงสาวรู้สึกงุนงงกระมังว่าเขาจะถามอีกครั้งทำไม ในเมื่อคืนนั้นหล่อนก็บอกเขาไปแล้ว คิ้วเรียวของหญิงสาวขมวดมุ่นแต่ก็ยอมตอบคำถามแต่โดยดี