“ดิฉันพูดความจริงค่ะ ดิฉันเป็นลูกสาวคนโตของคุณกษิดิษย์”
“แม่เธอล่ะ?”
“แม่ของดิฉันเป็น...” พูดมาถึงตรงนี้หล่อนก็สะดุดไปนิด แล้วจึงพูดต่อว่า “คนรับใช้ในบ้านหลังนี้”
“ลูกเมียน้อย?” เขาขัดขึ้นคล้ายจะถาม เห็นการะบุหนิงหน้าเสียไปวูบหนึ่งแล้วกลับมาราบเรียบตามเดิมก่อนจะพยักหน้ารับ
“ประมาณนั้นค่ะ”
“เท่าที่ดู...” คีธลากเสียงยาว สายตามองหล่อนราวกำลังวิเคราะห์อะไรบางอย่าง ก่อนจะพูดออกต่อไปว่า “คุณหญิงการะเกดเกลียดเธอนี่ ทำไมถึงคิดช่วยคนพวกนี้” เขาถามหล่อน ตอนนี้ชักอยากรู้ความคิดเห็นของหล่อนจริงๆ ว่า ทั้งที่ฝ่ายนั้นแสดงออกเด่นชัดว่าเกลียดหล่อนมาก แต่ทำไมหล่อนถึงยอมเอาตัวเข้าแลกช่วยคนพวกนั้น ยอมเป็นตัวสำรองแทนกาสะลองทั้งๆ ที่หล่อนน่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าเงื่อนไขที่เขาเสนอไปนั้น ถือว่าไม่ต่างจากการขายตัวเองและขายศักดิ์ศรี ผู้หญิงสติดีๆ ที่ไหนคงไม่มีวันยอมรับข้อเสนอนี้นอกจากพวกจนตรอก
การะบุหนิงรับรู้ถึงสายตาสงสัยของชายหนุ่ม หญิงสาวมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะตอบไปว่า “ดิฉันมีเหตุผลที่ทำแบบนี้เหมือน
กันค่ะ”
“เธอไม่ได้เต็มใจจะแต่งงาน” เขาคาดเดา ทว่าผิดคาด คราวนี้การะบุหนิงส่ายหน้า
“ดิฉันขอยืนยันว่าเต็มใจค่ะ การตัดสินใจยอมในครั้งนี้เป็นของดิฉันเอง” หล่อนยืนยันเสียงหนักแน่น ทำให้คีธเอะใจ เพราะท่าทางของหล่อนนั้นไม่ได้บ่งบอกเลยว่าหล่อนโกหก แต่ก็ไม่อาจบอกได้เช่นกันว่าหล่อนเต็มใจ ท่าทางครึ่งๆ กลางๆ ของหล่อนทำให้เขาอยากรู้ว่าเหตุผลที่ว่านั้น….คืออะไร?
และคีธไม่ปล่อยให้มันเป็นแค่ความคิด ชายหนุ่มโพล่งถามออก
ไปทันที
“เพื่ออะไร?”
“ขอไม่ตอบได้ไหมคะ” การะบุหนิงส่ายหน้า ไม่ยอมตอบคำถามแต่ดูเหมือนจะเป็นการกระตุ้นให้คีธอยากรู้มากยิ่งขึ้น
“ถ้าเธอไม่ยอมตอบคำถามของฉัน...เห็นทีการเจรจาทุกอย่างล้มเหลว และฉันก็ชักจะไม่อยากกลับไปข้อเสนอเดิมคือการแต่งงานกับกาสะลองแล้วซะด้วยสิ” เขาพูดเสียงเรียบๆ เอื่อยๆ ทว่ามีนัยข่มขู่ชัดว่า หากหล่อนไม่ตอบเขาจะยกเลิกข้อตกลงทั้งหมดและแน่นอนว่าจะไม่มีทางหวนกลับไปหากาสะลองอีก...เขาจะยกเลิกข้อตกลงทุกอย่าง!
และการะบุหนิงก็รู้ทันนัยที่ซ่อนอยู่ในประโยคนั้น หล่อนจึงถอนใจยาวเมื่อคิดถึงผลได้ผลเสียแล้ว การตอบคำถามเขาดีๆ คงจะง่ายกว่าปิดบัง
“ก็ได้ค่ะ ดิฉันจะตอบ ที่ดิฉันทำก็เพื่อทดแทนบุญคุณของพีระนันท์
ที่ชุบเลี้ยงมา” หล่อนตอบตามตรง เป็นเสี้ยวหนึ่งของความจริงที่บอกแก่เขา
เพราะถ้าเขารับรู้ถึงเหตุผลและความจริงทั้งหมด คงจะนึกสมเพชหล่อนที่โง่เง่ายอมให้กดขี่ข่มเหงมากกว่าจะเห็นใจ ซึ่งหล่อนไม่ต้องการความคิดเห็นใดๆ จากเขาเช่นกัน
“เธอพูดเหมือนเธอเป็นทาสอย่างนั้นแหละ” แต่ดูเหมือนคีธจะมีความสามารถในการเดาสูง จึงเดาได้ใกล้เคียงกับความจริงเช่นนี้
“ไม่หรอกค่ะ อย่างน้อยดิฉันก็มีสภาพที่ดีกว่านั้นอยู่มาก” หล่อนตอบตามความเป็นจริง
คราวนี้คีธแน่ใจว่าหญิงสาวคิดจะปกป้องพวกพีระนันท์อยู่บ้าง และดูออกว่าหล่อนไม่ค่อยอยากพูดถึงสภาพความเป็นอยู่ของตนเองเท่าไหร่ แต่เขาก็ยังอยากรู้อีกอยู่ดีว่า...เหตุผลอื่นใดที่ทำให้หล่อนยอมขายตัวเองเช่นนี้
“แต่ดูจากท่าทางเธอ คงไม่ใช่เพราะทดแทนบุญญคุณอย่างเดียวหรอกมั้ง ใช่ไหมดอกแก้ว? เธอต้องการอะไรอีก?”
เห็นเขาเซ้าซี้ไม่เลิก หญิงสาวจึงลอบถอนใจยาว มองสบนัยน์ตาคมกริบสีเทาที่จ้องมองอย่างค้นหาตรงๆ
“ดิฉันขอพูดตรงๆ เลยแล้วกันนะคะมิสเตอร์แมคไกวร์ การแต่งงานกับคุณทำให้ดิฉันได้รับอิสรภาพ ฉันจะไม่เป็นหนี้บุญคุณพีระนันท์อีกต่อไป ฉันจะได้ทำทุกอย่างตามที่ใจฉันต้องการ”
ได้ยินคำตอบพวกนั้น...ราวกับคำตอบในอุดมคคติของนิยายเพ้อฝันอย่างไรอย่างนั้นก็ทำให้คีธอดไม่ได้ที่จะยิ้มให้หล่อนอย่างขบขันแท้จริง
“เธอแน่ใจหรือดอกแก้ว?” เขาถามย้ำ ในน้ำเสียงมีแววขบขันที่หญิงสาวฟังแล้วรู้สึกขัดๆ ในอกชอบกล
“ดิฉันแน่ใจค่ะ และถึงดิฉันจะไม่เคยรู้จักคุณมาก่อน...แต่อย่างน้อยดิฉันก็คิดว่าโชคอาจจะเข้าข้างดิฉันบ้างกับการตัดสินใจแต่งงานครั้งนี้” หล่อนว่า และนั่นทำให้คีธพยักหน้ารับ
ดูเหมือนว่าการะบุหนิงจะประเมินเขาสูงทีเดียวว่าเขาน่าจะเป็นทางรอดที่ดีกว่าการอยู่บ้านพีระนันท์ของหล่อน...ซึ่งเขาก็ไม่รู้หรอกว่าอนาคตนั้นเป็นอย่างไร แต่มีสิ่งหนึ่งที่คีธมั่นใจในตัวเองแน่ๆ ก็คือ...เขาไม่ใช่คนดี แต่ก็ไม่อาจเรียกตัวเองว่าคนเลวได้เช่นกัน
เขาก็เป็นแค่เพียงคนธรรมดาที่มีรัก โลภ โกรธ หลง และยังคิดถึงตัวเองมากกว่าความต้องการของผู้อื่นอยู่ดี