ดวงจันทร์สีเหลืองนวลขึ้นมาแทนที่หลังจากดวงตะวันลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ตอนนี้เป็นยามซวี* หลังจากจัดการมื้อเย็นเสร็จสรรพ เหอลี่หมิงก็ออกมาเดินเล่น ตอนนี้นางอยู่ที่สระน้ำหลังเรือนและเป็นตำแหน่งที่เซี่ยเถิงเกาบอกกับนางว่าพบนางหมดสติอยู่ริมน้ำด้วยเนื้อตัวเปียกโชก ก่อนหน้านี้เซี่ยเถิงเกาก็อยู่ด้วยกัน แต่เป็นนางที่อนุญาตให้สาวใช้ไปพักผ่อน ลมหายใจของเหอลี่หมิงผ่อนเข้าออกครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงมาโผล่ในแผ่นดินแคว้นหนาน ราชวงศ์ซิ่น รัชสมัยฉินซวี่หนานที่สิบเอ็ดได้ นางคิดกลับไปกลับมาจนรู้สึกปวดศีรษะ จนสุดท้ายจำต้องเลิกคิดไปโดยปริยาย
ลมหนาวที่ปะทะเข้ากับเรือนกายทำให้เหอลี่หมิงทราบว่านางควรต้องเข้าไปพักผ่อนเสียที นางเพิ่งจะฟื้นไข้ทั้งยังมิหายขาด ไม่ควรเอาร่างกายที่กำลังอ่อนแอมาเสี่ยงกับโรคภัยไข้เจ็บมากไปกว่าเดิม ก่อนหน้านี้นางใช้ความคิดอย่างหนัก เลยเผลอหยิบก้อนดินโยนลงน้ำไปเสียหลายก้อน มือของนางเลยดูเปรอะเปื้อน เหอลี่หมิงจึงขยับเท้าไปที่ริมน้ำ ค่อยๆ ย่อตัวลง ตั้งใจจะวักน้ำขึ้นมาล้างมือ แต่ต้องชะงักค้างอยู่ในท่าเดิมเมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง
“ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้วใช่หรือไม่ หากเจ้าต้องการปลิดชีพตัวเอง เจ้าต้องจากไปด้วยสกุลเดิมของเจ้า อย่าได้ทำให้สกุลหวงของข้าต้องแปดเปื้อน”
เหอลี่หมิงรู้ทันทีว่าเสียงนั้นเป็นของหวงเสี่ยวฉี แต่เหตุใดนางต้องฟังเขาด้วยเล่า ในเมื่อนางมิได้คิดจะทำอย่างที่เขากล่าวหา นางแค่จะล้างมือ แล้วจากนั้นนางก็จะเข้าไปพักผ่อน
เหอลี่หมิงมิได้โต้ตอบ นางยังคงวักน้ำขึ้นมาล้างมือราวกับว่าบุรุษที่อยู่ทางเบื้องหลังไร้ตัวตน จังหวะที่นางกำลังจะลุกขึ้นยืน มือหนาก็คว้าต้นแขนข้างหนึ่งของนางเอาไว้ เหอลี่หมิงจำต้องหันมามองคนที่กระทำการอุกอาจ
“ทำอะไรของเจ้า มิได้ยินที่ข้าพูดหรือไร”
หวงเสี่ยวฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง ใบหน้าเคร่งขรึม คิ้วที่พาดเฉียงเหนือดวงตาเรียวรีขมวดเข้าหากัน แววตาคู่นั้นฉายฉัดว่าไม่พอใจที่เหอลี่หมิงทำทีคล้ายมิได้ยินในสิ่งที่ตนออกปาก
“ข้าแค่ต้องการล้างมือ มิได้ทำอย่างที่ท่านกล่าวหา และถ้าไม่เป็นการลำบากจนเกินไป ช่วยปล่อยแขนข้าด้วย”
เหอลี่หมิงว่าพลางมองไปที่มือแกร่งที่ยึดต้นแขนของนางเอาไว้ เหมือนหวงเสี่ยวฉีเพิ่งจะรู้ตัว จึงสะบัดมือออกอย่างแรงคล้ายรังเกียจเต็มทน ร่างเล็กของเหอลี่หมิงเซไปเล็กน้อย แต่นางไม่ถือสา เหอลี่หมิงสบสายตากับเขา ก่อนจะร้องบอก
“ท่านมีเรื่องใดต้องการพูดคุยกับข้าหรือไม่”
เมื่อเห็นหวงเสี่ยวฉีมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้า เหอลี่หมิงก็เลี่ยงมิได้ที่ต้องสอบถามออกไปตามมารยาท หากแต่ในอกก็อดประหวั่นพรั่นพรึงมิได้ เกรงว่าเขาจะมาขับไล่นางออกจากเรือนก่อนถึงกำหนดที่ตกลงกันเอาไว้
“ข้าหามีธุระใดจะสนทนากับเจ้า”
“แล้วเหตุใดท่านจึงมาที่นี่”
“ข้าจะมาจับตาดูเจ้า”
เหอลี่หมิงมองบุรุษผู้มีใบหน้างดงามราวเทพเซียนอย่างไม่เข้าใจ และก็อดมิได้ที่ต้องถาม
“ท่านหมายความเช่นไร”
“ข้าจะจับตาดูเจ้า มิให้เจ้าคลาดสายตา ตั้งแต่เพลานี้จนกระทั่งเจ้าออกไปจากเรือน”
“ข้ามิเข้าใจ ท่านจะจับตาดูข้าตลอดเพลา แม้ยามข้าเข้านอนอย่างนั้นหรือ”
“เจ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว”
หวงเสี่ยวฉีแสยะยิ้มคล้ายต้องการข่มขู่ และก็ช่างได้ผลยิ่งนัก เพราะเหอลี่หมิงดูมีท่าทีหวาดกลัวขึ้นมาฉับพลัน ก่อนหน้านี้เขาได้พูดคุยกับเซี่ยเถิงเกา สาวใช้ให้ข้อมูลว่าที่นางมีทีท่าแปลกๆ เพราะนางความจำเสื่อม เขาก็อยากจะรู้ว่านางจะใช้ลูกไม้ใดอีก จึงตัดสินใจมาเฝ้านางด้วยตัวเอง
“ท่านจะทำแบบนั้นมิได้!”
“ต้องได้ เพราะนี่เป็นเรือนของข้า หากเจ้ามิยินยอม เห็นทีเจ้าคงต้องเก็บข้าวของออกจากเรือนตอนนี้เสียแล้วกระมัง”
“นี่ท่าน!”
“แล้วแต่เจ้า ข้าเป็นคนใจกว้างดุจมหาสมุทร ครานี้ข้าอนุญาตให้เจ้าตัดสินใจได้ด้วยตัวของเจ้าเอง”
เหอลี่หมิงจำต้องสาวเท้าตามหวงเสี่ยวฉีเข้ามาในเรือนอย่างไม่มีทางเลือก ในใจของนางกำลังก่นด่าบุรุษท่าทางหยิ่งผยองที่เดินนำหน้า มนุษย์โบราณผู้นี้ช่างจิตใจคับแคบยิ่งนัก จ้องแต่จะคอยขับไล่ไสส่งนาง ใช้อำนาจที่มีในทางมิชอบ คอยดูเถอะ หากนางสบโอกาสจะไปร้องเรียนท่านเปา
ว่าแต่ยุคสมัยที่นางอยู่ใช่ยุคสมัยที่มีท่านเปาบุ้นจิ้นหรือไม่ นางคงต้องไปสืบอีกที
พลั่ก!
เป็นเพราะนางเอาแต่ก่นด่าอีกฝ่ายในใจและด้วยขาดความระมัดระวังทำให้หน้าผากของนางกระแทกเข้ากับแผ่นหลังกว้างเสียเต็มเปา มือบางข้างหนึ่งยกขึ้นลูบหน้าผากตนเพื่อคลายความเจ็บ และแรงกระแทกจากทางด้านหลังส่งผลให้หวงเสี่ยวฉีจำต้องหยุดเท้า ก่อนจะเอี้ยวตัวหันมาต่อว่าคนเบื้องหลัง
“เจ้าจงใจลอบทำร้ายข้าใช่หรือไม่”
ดวงตากลมโตของเหอลี่หมิงเบิกกว้างยิ่งกว่าไข่ห่านกับข้อกล่าวหาที่บุรุษตรงหน้ายัดเยียดให้ นางมิได้ตั้งใจเลยสักกระผีกที่จะให้เกิดเหตุการณ์มิสมควรเช่นนี้ และข้อกล่าวหาของบุรุษตรงหน้าก็ดูจะรุนแรงเกินไปแล้วกระมัง
“ข้ามิได้มีเจตนาจะลอบทำร้ายท่าน”
“มิได้เจตนาแล้วไยเจ้าจึงชนแผ่นหลังของข้า”
คราวนี้หวงเสี่ยวฉีหันมาเผชิญหน้ากับเหอลี่หมิง ดวงตาเรียวรีจ้องนางอย่างไม่ลดละ แววตาฉายชัดถึงความไม่พอใจ และพร้อมจะขับไล่ไสส่งนางออกจากเรือนได้ทุกเมื่อ เหอลี่หมิงอยากจะต่อว่าคนจิตใจคับแคบเช่นเขานัก แต่เมื่อตระหนักถึงสถานะของตน นางจำต้องสงบปากสงบคำ
“เป็นเพราะข้าเองที่ขาดความระมัดระวัง คุณชายสี่โปรดให้อภัยข้าด้วย”
เหอลี่หมิงก้มศีรษะลงต่ำอย่างนอบน้อม โดยขณะที่นางก้มศีรษะลงต่ำนั้น สายตาของหวงเสี่ยวฉีก็มองมาที่นางอย่างพิจารณา ถ้าเป็นเหอลี่หมิงคนก่อนหน้านี้ หากถูกกล่าวหาเช่นนั้นมีแต่จะต่อปากต่อคำ เชิดหน้าปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาราวนางพญา แต่เหอลี่หมิงที่อยู่ตรงหน้าเขากลับไม่เป็นเช่นนั้น
หรือว่านางจะความจำเสื่อมอย่างที่เซี่ยเถิงบอกจริงๆ
หากแต่ก่อนหน้านั้นนางมีพิษสงเยอะนัก เขามิอาจวางใจได้ การกระทำของนางในตอนนี้อาจเป็นเพียงเรื่องลวงที่นางจงใจสร้างขึ้นก็เป็นได้
“เอาเถอะ คราวนี้ข้าจะไม่เอาเรื่องเจ้า แต่ถ้ามีคราวหน้า...”
“ท่านจะไล่ข้าออกจากเรือน”
เหอลี่หมิงเผลอเงยหน้าขึ้นโต้ตอบออกไปก่อนที่หวงเสี่ยวฉีจะทันได้เอ่ยจบประโยค ก่อนจะรีบหลุบสายตาลงต่ำเพราะรู้ตัวว่ากำลังทำเรื่องที่มิสมควร
“ขออภัย ข้ามิได้...”
“มิได้เจตนา”
คราวนี้เป็นหวงเสี่ยวฉีที่เอ่ยก่อนที่นางจะทันได้เอ่ยจบประโยค แต่กระแสเสียงนั้นหาได้ดุดันอย่างเช่นทุกครั้ง มุมปากของเขาโค้งขึ้น เหอลี่หมิงเอาแต่ก้มหน้านางจึงมิได้เห็นใบหน้างามสง่ากำลังเผยรอยยิ้มที่น่ามองเป็นครั้งแรก ส่วนหวงเสี่ยวฉีเองก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่ตนรู้สึกรื่นรมย์ที่ได้ลับฝีปากกับนาง แต่ก็เป็นแค่เพียงชั่วจิบชาหนึ่งอึก ก่อนที่เขาจะสลัดความรู้สึกที่คิดว่าเลอะเลือนยิ่งนักทิ้งไป
____________________________________________
*ยามซวี คือเวลา 19.00 น.- 20.59 น.